บทความนี้ผู้เขียนตั้งใจให้เป็นการเก็บตกของบทความโครงการรับจำนำข้าวในมุมมองของบัญชีที่อธิบายความถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงการนี้
ประเด็นสำคัญที่ตอนนี้ถือว่าเป็นเสมือนเชื้อโรคร้ายที่แทรกซึมกระจายไปทั่วประเทศก็คือการทุจริตคอร์รัปชัน
โครงการรับจำนำข้าวเป็นตัวอย่างความเลวร้ายที่ชัดเจนของกระบวนการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบและทุกขั้นตอนตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงระดับปฏิบัติการ
ทุจริตเชิงนโยบายที่สำคัญก็คือโครงการนี้ใช้เงินจำนวนมหาศาลจากการก่อหนี้สาธารณะรวมกับเงินที่ใช้ในงบประมาณประจำปีซึ่งล้วนแต่เป็นเงินภาษีทั้งในส่วนที่เป็นปัจจุบันและเงินในอนาคตของประเทศมาซื้อคะแนนเสียงชาวนาที่เป็นประชากรจำนวนมากในประเทศไทยเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารรัฐ
ถ้ามองแบบตัดตอนชาวนาทุกคนที่เข้าร่วมโครงการย่อมมีความพอใจเนื่องจากมีระดับรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากทันที ลองคิดแบบตัวเลขง่ายๆ ว่าเดิมทีชาวนาขายข้าวเปลือกได้ตันละประมาณ 6-7 พันบาท ถ้าเป็นโครงการประกันรายได้อาจจะได้เพิ่มอีก 3-4 พันบาท แต่โครงการรับจำนำข้าวใช้วิธีเกทับคือให้เพิ่มอีกเท่าตัวคือเป็น 15,000 บาทต่อตัน แม้ในความจริงจะถูกหักด้วยระบบความชื้นทำให้เงินได้รับจริงประมาณ 13,000 บาทต่อตันแต่ก็ดีกว่าโครงการประกันรายได้ประมาณ 3 พันบาท
มองในมุมชาวนาถ้าไปถามร้อยทั้งร้อยจะต้องพอใจกับโครงการนี้เพราะได้เงินเพิ่มชัดเจนแต่ในความเป็นจริงเงินจำนวนนี้ก็เปรียบเสมือนเงินของแก๊งตกทองที่ใช้เงินก้อนนี้เป็นเหยื่อล่อเพื่อกินเหยื่อที่ใหญ่กว่า โครงการอาจจะเปรียบได้กับการให้ยาเสพติดชนิดแรงกับชาวนาซึ่งเมื่อหยุดให้ก็จะทำให้เป็นอันตรายถึงขั้นลงแดงตายเลยทีเดียว
มีคนถามผู้เขียนว่าจริงๆ แล้วสถานะโครงการนี้เป็นยังไงกันแน่ ผู้เขียนอยากจะเปรียบเทียบง่ายๆ ว่าถ้าโครงการนี้เป็นบริษัท ฐานะที่แท้จริงของโครงการนี้ ณ วันนี้ก็คือล้มละลาย เงินทุนที่ลงไปรวมถึงเงินที่ใช้จ่ายไปแล้วทั้งหมด 8 แสนกว่าล้านบาทรวมกับที่เป็นหนี้ชาวนาอีกราว 1.2 แสนล้านบาทและภาระผูกพันของค่าใช้จ่ายในการเก็บข้าวระบายข้าวและดอกเบี้ย ส่วนสินทรัพย์ที่มีอยู่เหลือเพียงข้าวที่อยู่ในโกดังที่ไม่รู้ว่าถ้าขายทั้งหมดแล้วจะได้รับเงินคืนกลับมาเท่าใดซึ่งหลังจากหักหนี้ที่ต้องจ่าย แล้วจะมีเหลือหรือไม่ สรุปก็คือพวกเราประชาชนชาวไทยที่เปรียบเสมือนผู้ถือหุ้นที่ลงทุนในบริษัทนี้โดยมีรัฐบาลนี้เป็นผู้บริหารและเงินทั้งหมดได้สูญสลายไปทั้งหมดแล้วนั่นเอง
คำถามต่อไปก็คือแล้วเงินจำนวนมหาศาลที่ใช้ไปนี้หายไปไหนหมด คำตอบก็คือเงินได้ถูกยักย้ายถ่ายเทออกไปเข้ากระเป๋าผู้ที่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้
คำถามต่อไปแล้วเงินถูกยักย้ายถ่ายเทไปได้ยังไงและเข้ากระเป๋าใครคำตอบคือสามารถบอกได้บางส่วนแต่ไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดเพราะระบบถูกออกแบบมาให้ตอบคำถามได้บางส่วนเท่านั้น
สิ่งที่เป็นร่องรอยสำคัญมีเพียงแต่ข้อมูลการรับจ่ายเงินที่จำเป็นต้องลงบันทึกบัญชีทุกขั้นตอนรวมถึงอ้างอิงกับแหล่งที่มาที่เป็นเอกสารหลักฐาน แต่ข้อมูลตรงนี้ก็อาจจะถูกจำกัดจากการจงใจปกปิด ไม่ลงบันทึกรายการหรือกระทั่งทำลายหลักฐานเพื่อที่จะทำให้ไม่สามารถหาคำตอบที่แท้จริงได้หรือทอดเวลาออกไปให้เนิ่นช้าเท่าที่จะทำได้
คำถามต่อไปแล้วกระบวนการทุจริตที่ว่าทำไมถึงจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน คำตอบก็คือเพราะว่ากระบวนการนี้มีฉากหน้าคือรายการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรับจ่ายในระบบและมีฉากหลังคือรายการและผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่นอกระบบซึ่งสัมพันธ์กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรับจ่ายในระบบ
รายการที่อยู่ฉากหน้าก็คือเงินที่จ่ายออกไปให้กับชาวนา โรงสี เจ้าของโกดัง Surveyor เงินที่รับจากการระบายข้าวจากผู้ค้าข้าว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องมีการบันทึกรายการที่เป็นเอกสารหลักฐานที่พิสูจน์ได้อย่างครบถ้วนถูกต้องทันเวลา แต่ในความเป็นจริงอาจจะตรงกันข้ามกับหลักการที่ว่า
แต่สิ่งที่สำคัญคือรายการที่อยู่ฉากหลังและไม่มีอยู่ในระบบและปราศจากร่องรอยก็คือตัวละครที่ได้รับเงินจ่ายเงินจากรัฐบาลในระบบจะมีการจ่ายเงินคืนให้กับผู้ที่อยู่เบื้องหลังตามที่ได้ตกลงกันซึ่งอาจจะเรียกระบบนี้ว่าระบบทอนเงินคือรัฐจ่ายไปจริงสมมติเงิน 100 บาท แต่ผู้ที่ได้รับเงินจะต้องคืนให้กลับผู้ที่อยู่เบื้องหลังหรือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงเช่นต้องคืน 40 บาท หรือทอนเงิน 40 บาทโดยจ่ายกันโดยตรงข้างนอก
ระบบที่เรียกว่าระบบทอนเงินนี้เป็นระบบที่ปัจจุบันถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่เข้าใจกันทั่วไปในการทำรายการที่เกี่ยวข้องกับรัฐ เนื่องจากราคาที่รัฐจ่ายจะเป็นราคาที่กำหนดหรือระบุที่เรียกว่าล็อกสเปกซึ่งถ้านำไปเทียบกับราคาตลาดมักจะสูงกว่ามากเสมอ
ถ้าลองมองย้อนกลับไปที่โครงการรับจำนำข้าวถ้าเราสมมติตัวเลขง่ายๆ ว่า ขาดทุน 7 แสนล้านบาท เงินจำนวนนี้น่าจะตกอยู่ในมือชาวนา 2.5 แสนล้านบาทที่เหลือก็คือการแบ่งผลประโยชน์ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่ได้รับการทอนเงินซึ่งผู้ที่ได้รับในสัดส่วนมากกว่าก็จะเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังนั่นเอง
นี่ยังไม่ได้รวมผลกระทบข้างเคียงที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการทำลายตลาดส่งออกข้าวจากที่เคยส่งออกได้ปีละ 10 ล้านตันเหลือไม่ถึง 7 ล้านตันใน 2 ปีที่ผ่านมา และราคาที่เคยส่งออกได้เกิน 500 ดอลลาร์ต่อตันเหลือไม่ถึง 400 ดอลลาร์ต่อตัน
ก่อนจบอยากให้ข้อสังเกตไว้ว่ารัฐบาลนี้ใช้ชาวนาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์และแบ่งปันให้กับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้โดยใช้เงินภาษีของเราทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งในความเป็นจริงถ้ารัฐมีความจริงใจที่จะช่วยชาวนารัฐจะต้องสนับสนุนในเรื่องของการใช้ทรัพยากรของรัฐให้ชาวนาพึ่งตนเองได้เช่นการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตเช่นสารเคมีปุ๋ยมาใช้วิธีเกษตรอินทรีย์ที่ในระยะยาวมีต้นทุนต่ำกว่าและมีผลผลิตต่อไร่ที่สูงกว่ามากรวมทั้งได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มเพราะมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า
ขอยกตัวอย่างข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ที่ขายปลีกอยู่ในห้างสรรพสินค้าราคาตกกิโลกรัมละ 100-120 บาท ถ้าคิดเป็นต่อตันจะราคา 100,000-120,000 บาทมาเปรียบเทียบกับราคาข้าวสารที่รัฐบาลเร่ขายหรือระบายอยู่ในปัจจุบันที่ ราคา 10,000 บาทต่อตันซึ่งเทียบกันไม่ติดก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าทำไมเราถึงต้องหยุดยั้งและหาทางป้องกันไม่ให้โอกาสรัฐบาลอย่างนี้มาทำร้ายชาวนาและทำร้ายประเทศอีกต่อไป









