หลังจากนโยบาย Abenomics ของญี่ปุ่นได้ผ่านมากว่า 1 ปี ผมขอประเมินดู ณ วันนี้ ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีอุปสรรคและโมเมนตัมต่อไปเป็นเช่นไร
สำหรับอุปสรรค มีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ ได้แก่
หนึ่ง เงินเยนอาจจะไม่สามารถอ่อนค่าลงไปกว่านี้มากเท่าไรนัก ในช่วงปีที่ผ่านมา ค่าเงินเยนถือเป็นอาวุธหลักของลูกศรแรกสำหรับ Abenomics เพื่อให้เศรษฐกิจหลุดจากเงินฝืด เพิ่มความสามารถการแข่งขันในการส่งออก และกระตุ้นให้ค่าแรงสูงขึ้น โดยแต่เดิมกลไกของการทำ QE ของญี่ปุ่นก็เพื่อให้เกิดการโยกย้ายประเภทสินทรัพย์ในการลงทุน โดยญี่ปุ่นต้องการให้นักลงทุนภาคเอกชนหันไปถือครองตราสารทางการเงินของต่างประเทศมากยิ่งขึ้น แล้วธนาคารกลางญี่ปุ่นจะซื้อพันธบัตรในประเทศแทน ด้วยกลไกแบบนี้ เงินเยนจะอ่อนค่าลงจากการนำไปซื้อเงินสกุลต่างประเทศ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว แม้เงินเยนของญี่ปุ่นจะอ่อนค่าลงเป็นอย่างมาก ทว่าสาเหตุมาจากการที่มีผู้เก็งกำไรทำการ short เงินเยนในปริมาณที่ค่อนข้างมาก ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลง คำถามคือการ short เงินเยนกระทำไปในปริมาณที่มากแล้ว การที่จะทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงต่อไปจากกลไกดังกล่าว อาจจะมีช่องว่าที่จะทำต่อไปได้ไม่มากนัก และที่สำคัญ ความแรงของนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่นน่าจะผ่านจุดหรือความเข้มข้นที่สูงสุดไปเรียบร้อยแล้ว
ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ข้อมูล ณ เดือนมกราคมปีนี้ ดุลการค้าของญี่ปุ่นยังขาดดุลจากการที่มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.4 ไม่เพียงพอชดเชยการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าที่ร้อยละ 3.5 ดังรูปที่ 1 ซึ่งบ่งบอกถึงการลดลงของอานิสงส์ของเงินเยนที่อ่อนค่าลงในการช่วยการส่งออกของญี่ปุ่น ที่สำคัญ ยิ่งเงินเยนอ่อนไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของญี่ปุ่นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยเจพี มอร์แกน มองว่าที่ค่าเงินอัตรา 127 เยนต่อดอลลาร์จะทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่อจีดีพีสูงขึ้นไป ถึงระดับในช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันในทศวรรษที่ 70 แน่นอนว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นคงไปต่อ ณ จุดดังกล่าวไม่ได้
สอง ไม่มีความชัดเจนในการพัฒนาเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) โดยการพัฒนารายอุตสาหกรรมหลักๆ อาทิ แพทย์ และ เทคโนโลยีชีวภาพ ยังไปได้ไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก อย่างไรก็ดี รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังอยู่ในระหว่างการผ่านกฎหมายเพื่อที่จะอนุญาตให้ สามารถผลิตอาวุธเพื่อการส่งออก ซึ่งหากทำได้ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอันมาก
ทางด้านความหวังของเศรษฐกิจญี่ปุ่น มีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ ได้แก่
หนึ่ง แม้ที่ผ่านมาบริษัทไม่ยอมขึ้นค่าจ้างให้กับแรงงาน ทำให้ภาคครัวเรือนไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี ทว่าเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับประเด็นดังกล่าว
โดยในช่วงที่ผ่านมา ค่าจ้างก่อนหักเงินเฟ้อของญี่ปุ่นอยู่ในระดับที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าอัตราเงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าจ้าง แม้จะเป็นเช่นนี้ก็ตาม การที่เงินเฟ้อของญี่ปุ่นค่อยๆ เพิ่มขึ้นแล้วไปผลักให้ค่าจ้างสูงขึ้นตาม เป็นสิ่งที่ถือว่าช่วยให้ค่าจ้างสามารถค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นได้ในระยะต่อไป ทว่าในตอนนี้บริษัทในภาคเอกชนของญี่ปุ่นยังคงระมัดระวังในการเพิ่มค่าจ้างเนื่องจากจะมีการเพิ่มขึ้นของภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่ซื้อขาย (Sales tax) และยังคงลังเลว่าการที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้ จะสามารถยืนระยะได้นานแค่ไหน ตรงนี้สังเกตได้จากการเพิ่มขึ้นของแรงงานจะไปกระจุกตัวที่งาน Part-time เสียส่วนมาก อย่างไรก็ดี อัตราการว่างงานของญี่ปุ่นได้ลดลงเป็นอย่างมากจนใกล้กับอัตราที่เศรษฐกิจสามารถเดินไปได้แบบไม่สะดุด ดังรูปที่ 2 รวมถึงอัตราการเข้าร่วมในตลาดแรงงานของคนงานก็สูงเป็นประวัติการณ์ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเข้าร่วมในตลาดแรงงานของสตรีชาวญี่ปุ่นที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ทดแทนแรงงานผู้ชายที่เกิดในช่วง Baby Boomer ซึ่งเกษียณในช่วงนี้ ก็จะเป็นแรงกดดันให้นายจ้างต้องขึ้นค่าแรงในไม่ช้า ซึ่งตรงนี้ จะไปช่วยผลักให้ภาคครัวเรือนมีเรี่ยวแรงในการใช้จ่ายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป
นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจบางตัว อาทิ การลงทุนภาคธุรกิจเริ่มกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมขนาดกลางและย่อมในช่วงนี้ ดังรูปที่ 3
โดยสรุป จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา Abenomics ได้ช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาคึกคักในระดับหนึ่ง ทว่าในช่วงต่อไป งานจะยากขึ้นกว่าเดิมเยอะครับ
หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาค (Macro Investing) เล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ






