อาการปฏิเสธ ไม่ไปปรากฏตัวตนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
วันนี้ ช่วงเวลา 14.00 น. ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) กรณีมีผู้ร้อง ว่า ละเลยการระงับความเสียหายและปล่อยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแก่ทางราชการ น่าจะมีนัยสำคัญไม่น้อยทีเดียว กับการไม่ไปรับข้อกล่าวหาเสียเอง
เหตุผลที่ ป.ป.ช. จำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหาต่อ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็เพราะว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาไต่สวนคำร้อง พบทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคล ยืนยันได้ว่า รับทราบถึงผลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ที่ส่อว่ามีปัญหาและเกิดการทุจริต
ทั้งจากอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวเปลือก ที่ได้รายงานพบความเสียหายมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท และจากหนังสือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ขอให้ทบทวนและยุติโครงการ เพราะมีปัญหาการทุจริตเห็นชัดจากการเรียกร้องทวงเงินค่าจำนำข้าวจากชาวนา
ยิ่งไปกว่านี้ ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้นำประเทศและประธาน กขช. ไม่ได้สั่งยุติโครงการเพื่อระงับความเสียหาย ตามอำนาจที่มีในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 11 (10) แต่ยังยืนยันเดินหน้าต่อ ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
จริงๆ แล้ว การมารับทราบข้อกล่าวหาของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ วันนี้ เป็นเพียงการมารับทราบข้อกล่าวหา และชี้แจงด้วยตนเองก่อน นั่นหมายถึง จะได้รับสิทธิในการคัดสำเนาเอกสาร หากให้คนอื่นมาแทนไม่สามารถให้คัดเอกสารได้ ต้องมาด้วยตัวเองตามระเบียบการไต่สวน ถ้าขอตรวจเอกสารต้องปรากฏตัว ส่วนจะให้ใครทำต่อค่อยว่ากัน นี่เป็นข้อคิดยืนยันของ วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.
การหาพื้นที่ตระเวนออกไปตรวจราชการต่างจังหวัด ช่วง 26-27 ก.พ. ที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย นี้ แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ต้องการที่จะไปเผชิญหน้ากับ ป.ป.ช. หรือเผชิญกับกลุ่มใดๆ ทั้งสิ้น อาการหลบหนีไปยังพื้นที่ต่างๆ น่าจะยังคงมีอยู่เรื่อยๆ ไป จนกว่าคำตัดสินของ ป.ป.ช. จะออกมาอย่างเป็นทางการ
ว่ากันว่า แผนหนึ่งที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ วางไว้ นั่นคือ "มอบอำนาจ" ให้ทีมทนายความส่วนตัวไปรับทราบข้อกล่าวหาแทนวันนี้ ส่วน ป.ป.ช. จะให้ได้หรือไม่ เป็นอำนาจ ของ ป.ป.ช. ที่จะพิจารณา แผนที่สอง หากว่า ป.ป.ช. ไม่เห็นด้วยกับการมอบอำนาจ ทีมทนายความ จะยื่นคำร้องขอเลื่อนออกไป 15 วัน
การปฏิเสธเผชิญหน้ากับ ป.ป.ช. คงจะทำได้ไม่เกิน 15 วัน นับจากนี้ จริงๆ แล้ว เรื่องนี้หาก นายกฯ ยิ่งลักษณ์ คิดว่าบริสุทธิ์ใจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น ก็น่าจะไปรับทราบข้อกล่าวหาเสียเอง
แต่ที่แน่ๆ ช่วงบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าว นายกฯ ยิ่งลักษณ์ อยู่ในสภาพ "เห็นชอบ มอบรอง" เสียเป็นส่วนใหญ่ คนที่รับมอบหมายนั่งหัวโต๊ะเวลาประชุม กขช. มีอยู่ 2-3 คน ที่เห็นๆ ก็เช่น กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึง บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงไม่แปลกใจที่จะไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหาด้วยตัวเอง
ที่สำคัญ โครงการรับจำนำข้าวช่วงที่ผ่านมา มีหลายองค์กรออกมาแนะนำ ตักเตือน แถมยังสั่งให้ยุติโครงการเสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยผลประโยชน์ที่ไม่เข้าใครออกใคร ยังทำให้โครงการนี้เดินหน้าแบบไม่สนใจใครๆ ทั้งสิ้น แต่หารู้ไหม? ภายใต้การดำเนินการความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นรายทาง เงินไปไม่ถึงชาวนา สร้างความเดือดร้อนกันอย่างที่เห็นๆ
ดังนั้น พยานหลักฐานที่ ป.ป.ช. มีอยู่ตอนนี้ ใครจะไปรู้ว่ามีอะไรอยู่บ้าง อาจจะมีสิ่งที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ คาดไม่ถึงก็เป็นได้ ฉะนั้น สภาพตอนนี้คงต้อง "ลอยตัว" เหนือปัญหาไปก่อน
ในมุมของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ คิดเสมอว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หากเลือกที่จะไปก็ไม่มีประโยชน์ ยังไงก็ไม่ไป ฉะนั้น รอจังหวะขอคำตัดสินจาก ป.ป.ช. เสียเลย เพราะรู้ดีว่าอย่างไรเสีย คดีนี้ "ฉันไม่รอด"









