วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเสี่ยงอีกครั้งของทักษิณ (2)

ผมเคยเขียนบทความเรื่อง “การเสี่ยงอีกครั้งของทักษิณ” (กรุงเทพธุรกิจ 25 ตุลาคม 2556) เมื่อคราวที่ทักษิณตัดสินใจผลักดันพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม

แบบเหมาเข่งหรือเหมารวม โดนเน้นให้เห็นว่าทักษิณเป็นคนนิยมชอบทำการเมืองแบบ “เสี่ยง” เสมอมา (แบบนักพนันมือหนัก)

ผมอธิบายไว้ด้วยว่าการตัดสินใจเร็วบนฐานของความพร้อมที่จะ “เสี่ยง” เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ก็เพราะว่าเท่าที่ผ่านมาอำนาจเงินและอำนาจทางการเมืองที่มีอย่างล้นเหลือได้ทำให้มีผู้ออกมาคอยช่วยแก้ไข/ปัดเป่ารวมทั้งกลบผลกระทบอันเกิดจากการตัดสินใจ “เสี่ยง” ที่ผิดพลาดตลอดเวลา จนทำให้คนจำนวนมากมองไม่เห็นการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบและผิดพลาดไปได้ตลอดเหมือนกัน กลับทำให้เขากล้าที่จะ “เสี่ยง” มากขึ้นไปอีก เพราะหลงคิดไปว่าเขาไม่มีวันที่จะทำอะไรพลาด

ผมจบบทความปลายเดือนตุลาคมด้วยความที่ว่า "การ “เสี่ยง” อีกครั้งของทักษิณในครั้งนี้ไม่เป็นผลดีกับใครเลย รวมทั้งทักษิณเองด้วย แม้ว่าจะมีหมากยุบสภาเอาไว้แต่ก็ไม่ได้หมายว่าจะทำให้ทุกอย่างสงบได้ สังคมจะจะเคลื่อนไปสู่ความขัดแย้งที่สูงมากกว่าเดิมมากขึ้นและจะแตกแยกย่อยมากขึ้นตามไปด้วย หากทักษิณสามารถกลับมามีอำนาจอีก ก็เป็นอำนาจบนสังคมที่ปรักหักพัง ซึ่งน่าเศร้าแทนประเทศไทยครับ"

หลังการความพยายามจะ “เสี่ยง” ในครั้งนั้นล้มเหลว ความขัดแย้งทวีสูงขึ้นทำให้เกิดการใช้ความรุนแรง (อย่างไม่เป็นทางการ) ระบาดไปทั่วทุกมิติปริมณฑล

มาถึงวันนี้ ผมเห็นว่าทักษิณกำลังตัดสินใจ “เสี่ยง” ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง คือ การสั่งให้รักษาการนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหาการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ฐานไม่ยับยั้งความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว พร้อมกับการสั่งให้ นปช. ระดมมวลชนเพื่อร่วมกดดันการตัดสินคดีของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (อย่าเข้าใจผิดว่าการระดมมวลชน นปช.เกิดขึ้นเพื่อ “รบ” กับ กปปส.นะครับ นั้นเป็นหน้าฉาก แต่จริงๆ ก็คือกดดันการตัดสินของ ป.ป.ช.โดยผ่านทางสังคม)

การตัดสินใจ “เสี่ยง” ในครั้งนี้ก็เพื่อหลบหนีความผิดพลาดของตนเองในเรื่องคิดโครงการจำนำข้าว และปัดความรับผิดชอบออกจากบ่าของน้องสาวตนเอง โดยหวังว่าช่วงเวลาการยืดระยะเวลาไปรับฟังข้อกล่าวหานั้นจะเอื้อให้การระดมมวลชนเป็นไปได้อย่างกว้างขวางจนกระทั่งเป็นกระแสกดดันให้ผู้คนหวาดกลัว “สงครามกลางเมืองระหว่างประชาชนด้วยกัน” จนกลายเป็นแรงผลักให้การตัดสินใจของ ป.ป.ช.เปลี่ยนแปลงไป

คงจำกันได้นะครับว่าจุดเริ่มต้นของการทำให้กฎหมายเอียงจนไม่รักษาความยุติธรรมได้เกิดขึ้นตั้งแต่แรกที่ทักษิณขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในกรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ซึ่งปัญญาชนชั้นนำ (นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นต้น) และมวลชนชนชั้นกลาง-กลางบน (ที่ตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสีเหลืองและกปปส.) ระดมสรรพกำลังกันสนับสนุนอัศวินควายดำกันอย่างหนักแน่น ความพยายาม “เสี่ยง” ครั้งนี้ก็ยืนอยู่บนการคิดแบบระดมคนเพื่อกดดันระบบยุติธรรมอีกนั่นแหละเพียงแต่ทักษิณเปลี่ยนใช้กลุ่มกดดันเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง

การตัดสินใจ “เสี่ยง” ครั้งนี้จะทำให้ความขัดแย้งที่ดำเนินมาหลายเดือนพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด เพราะเท่ากับเป็นการปฏิเสธระบบความยุติธรรมโดยเฉพาะในเรื่องนโยบายที่ผิดพลาดและการคอร์รัปชันที่ส่งผลเสียอย่างมหาศาลต่อระบบการเงินของสังคม การปฏิเสธนี้ซึ่งจะส่งผลให้ชนชั้นกลางระดับกลางและบนหันกลับมาทุ่มเทให้แก่ กปปส.มากขึ้นหลังจากเหนื่อยและถอยออกมามากแล้ว

คำถามง่ายๆ ก็คือ หากรักษาการนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์คิดว่าตนเองไม่ผิดดังที่กล่าวในรายการโทรทัศน์แล้วทำไมไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหาและสู้กันในเรื่องหลักฐาน ทำไมถึงไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหาและอ้างด้วยเหตุผลที่เด็กอมมือก็รู้ว่าไม่จริงคือการติดราชการที่ภาคเหนือ

การเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาและหาทางสู้คดีด้วยหลักฐานจะทำให้ภาพของรักษาการนายกรัฐมนตรีดูดีกว่านี้มาก โดยที่เน้นถึงความตั้งใจปรารถนาดีต่อชาวนา (อย่างที่พูดในโทรทัศน์) และยอมรับในบางเรื่องบางประเด็น เช่น การไม่สามารถตรวจสอบในระดับปฏิบัติการได้ทั้งหมด การกระทำอย่างนี้จะส่งผลดีทางการเมืองมากกว่า ถึงแม้ว่าอาจจะแพ้ แต่ก็จะ “ได้ใจ” ประชาชนกลุ่มหนึ่งที่อาจจะไม่เคย “ให้ใจ” กับยิ่งลักษณ์มาก่อน ขณะเดียวกัน กลุ่มชาวนาที่หันหลังให้ยิ่งลักษณ์แล้วในวันนี้ก็อาจจะหันกลับมามองด้านดีมากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่า หากอยากจะอ้างว่าบางคนในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจะมีปัญหาในเรื่องความไม่สามารถวางใจได้ ก็กล่าวได้แต่ต้องเดินตามระบบการป้องกันทุจริตที่วางไว้ ไม่ใช่การปฏิเสธเช่นนี้

การ “เสี่ยง” ปฏิเสธที่จะเดินตามระบบเช่นนี้กลับเป็นความพยายามที่จะซ้ำเติมให้ระบบความยุติธรรมสูญเสียความเชื่อมั่นมากขึ้นไปอีก (ทักษิณควรจะตระหนักว่าจุดเริ่มต้นการพังทลายของความเชื่อมั่นอยู่ที่คดีของตนเอง) พร้อมกันนั้น การปลุกเร้าเพื่อระดมพี่น้องภาคเหนือและภาคอีสานออกมา “สู้รบ” บนพื้นที่ถนนและการเมืองก็ยิ่งทำให้ความขัดแย้งบานปลายไปสู่ความรุนแรงทุกรูปแบบ และกินพื้นที่กว้างขวางทั้งพื้นที่กายภาพ พื้นที่สังคม และพื้นที่ทางจิตใจ

ที่สำคัญ การตัดสินใจ “เสี่ยง” ของทักษิณในครั้งนี้เป็นเหมือนการเดิมพันหมดหน้าตัก เพราะทักษิณรู้ดีว่าหากยิ่งลักษณ์ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อกล่าวหานี้ การส่งเรื่องต่อไปยังวุฒิสภาก็ย่อมมีแนวโน้มที่น้องของตนเองถูกลงโทษแน่ๆ (ผมเดาว่ายิ่งลักษณ์ก็คงต่อว่าพี่ชายรุนแรงว่าพี่ทำกับเธออย่างนี้ได้อย่างไร) ซึ่งก็จะส่งผลถึง “อำนาจ” เบื้องหลังรัฐบาลของตนก็จะอ่อนแรงลง

หลังจากที่กลุ่มนำของพรรคประชาธิปัตย์เล่นการเมืองแบบเทพนันหมดหน้าตักด้วยการไม่ลงสมัครรับผลเลือกตั้งและให้การสนับสนุน กปปส.อย่างที่เห็นกันอยู่ วันนี้ ทักษิณก็ “เสี่ยง” เล่น ด้วยการเกทับแบบหมดหน้าตักเหมือนกัน อะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย

ผมมองเห็นภาพ “คราบเลือด น้ำตา และฝันร้าย” ของสังคมไทยกำลังจะเกิดขึ้น เพราะการเล่นการเมืองของชนชั้นนำในวันนี้ไม่ได้แยแสประชาชนและสังคมเลยแม้แต่น้อย เรา : ประชาชนถูกปลุกเร้าจนทำให้สูญเสียมิตรจิตมิตรใจเยี่ยงคนไปกันหมดแล้ว

ในสถานะที่เป็นคนเขียนบทความหนังสือพิมพ์เป็นเวลาเกือบยี่สิบปี ผมขอเรียนตรงๆ ว่าไม่เคยรู้สึกหดหู่ใจเท่ากับในช่วงเวลานี้เลยครับ