คงยังไม่สายเกินไปที่จะพูดถึงทิศทางเศรษฐกิจปี 57 ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าสถานการณ์ทางด้านการเมืองจะเป็นเช่นไร
และจบลงเมื่อไร หรือจบลงอย่างไร แต่ที่แน่นอนแล้วก็คือ เศรษฐกิจในปีนี้จะไม่สามารถเติบโตได้ในอัตราสูงๆ ที่แม้ว่าฐานของปี 2556 ที่ผ่านมาค่อนข้างต่ำก็ตาม หน่วยงานต่างๆ ได้มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจสำหรับปีนี้ว่าจะขยายตัวอยู่ในระดับร้อยละ 2-4 % เทียบกับอัตราการเติบโตร้อยละ 2.9 ของปี 2556 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เนื่องมาจากปัจจัยหลักๆ หลายประการที่ไม่เอื้ออำนวย รวมไปถึงผลจากบริหารจัดการที่ผ่านมาที่มีทั้งความผิดพลาดและขาดประสิทธิภาพซึ่งจะมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายและการบริโภคของครัวเรือน การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก ดังนี้
การใช้จ่ายของครัวเรือนที่มีสัดส่วนร้อยละ 52 ของเศรษฐกิจ และเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญทางเศรษฐกิจ กำลังซื้อของภาคครัวเรือนจะขยายตัวในอัตราที่ค่อนข้างต่ำไปอีกอย่างน้อยอีกหนึ่งปี เนื่องจากปัจจัยสำคัญๆ ดังนี้ หนึ่ง กำลังซื้อลดลงอันเนื่องมาจากการลดลงของรายได้เกษตรกร ทั้งนี้ เกษตรกรประมาณ 1 ล้านครัวเรือนที่ยังไม่ได้รับเงินค่าข้าวที่นำไปจำนำไว้และยังไม่มีทางออกว่าจะได้เงินเมื่อไร สำหรับโครงการรับจำนำข้าวสำหรับนาปรังปี 2557 และข้าวนาปี 2557/58 ก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินต่อไปหรือไม่ ภายหลังที่มีการทุจริตคอร์รัปชันและความเสียหายจำนวนมหาศาลที่หากจะดำเนินการต่อไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ต้องปรับปรุงและลดขนาดของทั้งราคาและปริมาณการรับจำนำ นอกจากนี้แล้วยังมีแนวโน้มว่าผลผลิตเกษตรอื่นๆ ก็จะลดลงอันเนื่องภาวะภัยแล้งที่เริ่มปรากฏแล้วในหลายจังหวัดในภาคเหนือและภาคอีสาน
สอง กำลังซื้อของประชาชนในเมืองหรือแรงงานเองที่ยังคงอ่อนแอ เพราะเงินส่วนหนึ่งที่ถูกใช้ไปล่วงหน้าแล้วในโครงการรถยนต์คันแรก ที่ในปี 2555/2556 ที่ผ่านมายอดขายรถยนต์สูงเป็นประวัติการณ์ แต่เนื่องจากรถยนต์เป็นสินค้าที่เรียกว่าเป็นสินค้าคงทนที่มีอายุการใช้งานหลายปี ประกอบกับผู้ที่ซื้อรถมีภาระการผ่อนชำระเงินค่างวดรถยนต์และอื่นๆ จึงทำให้มีเงินเหลือสำหรับจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าอื่นๆ ลดลง ดังนั้นเมื่อครบกำหนดการส่งมอบรถยนต์ภายใต้โครงการรถยนต์คันแรกตัวเลขยอดการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ของเดือนมกราคมนี้ลดลงอย่างฮวบฮาบ จากการเปิดเผยของโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์พบว่า ยอดจำหน่ายรถยนต์เดือนมกราคม 2557 มีจำนวน 68,508 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 45.5 และเป็นยอดจำหน่ายที่ต่ำสุดในรอบ 25 เดือน ส่วนยอดการผลิตมีจำนวน 162,652 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 31.1 กอปรกับกำลังซื้อของเกษตรกรที่ลดลงจะทำให้ยอดขายของรถยนต์ประเภทรถกระบะ และรถจักรยานยนต์มีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง
การลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐยังไม่ฟื้นตัว อันเนื่องกำลังซื้อโดยรวมยังไม่ดีขึ้น และปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ทำให้โครงการอภิมหาที่เป็นความคาดหวังอย่างสูง ทั้งเงินกู้สำหรับบริหารจัดการน้ำวงเงิน 350,000 ล้านบาท และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งที่รู้จักกันดีในชื่อโครงการรถไฟความเร็วสูงมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นทันในปีนี้ รวมไปถึงโครงการต่างๆ ในปีนี้จะมีความล่าช้าออกไปทั้งหมดเพราะจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้เริ่มใช้เงินปีงบประมาณ 2557 และงบประมาณปี 2558 เองไม่ได้เริ่มเลย
สิ่งเดียวที่ดูเหมือนว่าพอจะเป็นความหวังได้ ก็คือภาคส่งออกที่ตั้งเป้าหมายกันไว้ว่าจะเติบโตได้ร้อยละ 5-7 เพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น แต่ในปี 2556 ที่ผ่านมาก็ตั้งเป้าหมายไว้ที่ระดับเดียวกันนี้แต่เอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้ตามเป้า การส่งออกข้าวปี 2557 นี้ก็จะยังมีปัญหาอยู่มากทั้งเรื่องราคาและปริมาณ ในเรื่องราคานั้นเห็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ให้สัมภาษณ์ว่าจะระบายข้าว (หรือขายข้าว) ออกไปเดือนละ 1 ล้านตันได้เงินประมาณเดือนละ 10,000 ล้านบาท หรือพูดง่ายๆ ว่าขายข้าวไปกิโลกรัมละ 10 บาท พิจารณาจากสต็อกข้าวสารที่มีอยู่ประมาณ 17-18 ล้านตันแล้วหมายถึงว่าจะขายออกหมดได้เป็นเวลา 1 ปีครึ่ง (โดยไม่รวมปริมาณข้าวใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้อีกประมาณ 17-20 ตันข้าวสาร) และพูดถึงราคาที่จะขายออกไปแล้วยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะต้นทุนซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาเข้ามาราคากิโลกรัมละ 15 บาท (ราคารับจำนอง) เมื่อนำไปสีและบวกค่าเก็บรักษาค่าดอกเบี้ย และค่าบริหารจัดการอื่นๆ แล้วต้นทุนของข้าวสารรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 25-28 บาท หากขายไปราคากิโลกรัมละ 10 บาทจะขาดทุน 15-18 ต่อถุง เห็นได้ชัดเจนว่าราคาส่งออกข้าวของไทยจะต้องลดลงมาก และจะทำให้ขาดแคลนเงินที่จะมาใช้ในโครงการที่มีดำเนินการขาดทุนมหาศาลนี้ต่อไปได้
บทวิเคราะห์นี้ไม่ต้องการทำให้หมดหวังหรือหมดกำลังใจนะคะ เพียงแต่ต้องการจะนำเอาความจริงมาบอกเล่าเพื่อทราบ เพื่อจะได้มีการวางแผนที่ระมัดระวัง รอบคอบ และไม่ประมาทสำหรับทั้งประชาชนในฐานะผู้บริโภคและผู้ประกอบการ









