เมื่อมีการขว้างระเบิดและยิงกราดใส่เด็กอายุ 3-5 ขวบ ที่จังหวัดตราดเมื่อวันเสาร์ และที่ราชประสงค์ในวันต่อมา
จนเสียชีวิตไปสามราย สถานการณ์ก็ก้าวเข้าสู่การ “ก่อการร้าย” กลางเมืองแล้ว มิใช่การ “ข่มขู่หรือคุกคาม” ระหว่างคู่กรณีอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้
ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ทำหรือบงการ การยิงระเบิดใส่ประชาชนโดยไม่เลือกเป้าหมาย ไม่สนใจว่าจะมีลูกหลานของคนไทยด้วยกันอยู่ในบริเวณที่เป็นเป้าการสังหาร ย่อมเป็นพฤติกรรมของความโหดร้ายที่ไม่อาจให้อภัยได้
แม้ว่าในการทำสงครามเต็มรูปแบบกลางสมรภูมิรบ ทุกฝ่ายที่ถืออาวุธพร้อมจะประหัตประหารกันอย่างเต็มที่ ก็ยังมีข้อยกเว้นว่าจะไม่ทำร้ายเด็กและผู้หญิง หรือคนชรา ที่ไม่ถืออาวุธ เพราะนี่คือ “ความเป็นมนุษย์” ที่ต้องการเคารพกัน และเขียนเป็นกฎกติกาสากล ที่ทุกฝ่ายต้องรักษาเพื่อเป็นมาตรฐานของการสู้รบ
เพียงถามตัวเองว่า หากเด็กที่เสียชีวิตคือลูกหลานคุณ...
การทำร้ายผู้ไม่มีทางต่อสู้ หรือไม่ได้เป็นนักรบของแต่ละฝ่าย ย่อมถือเป็นการกระทำของผู้ขลาดเขลาและมีจิตใจที่ผิดมนุษย์มนา ไม่สมควรจะเรียกเป็นผู้ต่อสู้เพื่อความถูกต้องชอบธรรม อย่างที่กล่าวอ้างกันทั้งสองฝ่าย
เพียงแค่การใช้อาวุธสงครามยิงใส่ผู้ประท้วงที่ชุมนุมอย่างสันติ ก็ถือว่าเป็นการละเมิดกติกาพื้นฐานของการเรียกร้อง ให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตนต้องการแล้ว ยิ่งเมื่อฝ่ายใช้อาวุธไม่สนใจว่าเป้าของการถล่มนั้น จะมีผู้ไร้เดียงสาอยู่ด้วยและอาจบาดเจ็บและเสียชีวิตได้ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า นี่คือ การจะเอาชนะโดยไม่สนใจสิ่งที่เรียกว่ามนุษยธรรมต่อเพื่อนร่วมชาติ และลูกหลานคนไทยด้วยกัน แม้แต่น้อย
ได้มีการเตือนมาตลอดว่าทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้าน จะต้องระวังกลุ่มคน “ฮาร์ดคอร์” ของตนที่มุ่งจะใช้ความรุนแรง เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งจะทำให้คำกล่าวอ้างของตนที่ว่า “ไม่ใช้ความรุนแรง” หรือกระทำการอย่าง “ละมุนละม่อม” นั้น เป็นเพียงวาทกรรมว่างเปล่าที่ไม่มีความหมายในทางปฏิบัติเลย
ถึงวันนี้ ทุกสัญญาณยังชี้ไปที่การเร่งให้เกิดความรุนแรงของฝ่ายขัดแย้ง เพื่อนำไปสู่ภาวะคับขัน อันจะเป็นข้ออ้างเพื่อประกาศชัยชนะของฝ่ายตน นี่ย่อมเป็นแนวโน้มอันตรายและผลักดันให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมือง ที่ทุกคนหวั่นหวาด
เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลรักษาการ ที่จะต้องหาทางป้องกันความรุนแรง ที่ดูเหมือนว่าพร้อมจะระเบิดได้ทุกเวลา อีกทั้งฝ่าย กปปส. ก็จะต้องระมัดระวัง ไม่ให้ฝ่าย “ฮาร์ดคอร์” ของตนกระทำการที่จะนำไปสู่เงื่อนไขของการเผชิญหน้า ที่จะทำให้ต้องเสียเลือดเนื้อมากไปกว่านี้อีก
ไม่ว่าทั้งสองฝ่ายจะอ้างเหตุผลใดเพื่อรักษาสถานภาพของตน และไม่ว่าต่างฝ่ายต่างจะคิดว่าตนมีอำนาจต่อรองสูงกว่าอีกฝ่ายหนึ่งเพียงใด ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเจรจาเพื่อหาทางให้ประเทศ ออกจากวิกฤติอย่างเปิดเผยและโปร่งใส โดยยึดถือความชอบธรรมและบนพื้นฐานของการปฏิรูปประเทศ เพื่อกลับไปสู่การเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ทั้งรัฐบาลรักษาการ และ กปปส. ก็ยังจับประเทศเป็นตัวประกันเพื่อประโยชน์แห่งตน
เราจะต้องสังเวยคนไทยไร้เดียงสาอีกกี่ชีวิต ประเทศชาติจะต้องบอบช้ำอีกกี่ยก บ้านเมืองจะต้องพินาศถึงระดับไหน ท่านจึงจะก้าวออกจากฐานอำนาจ ยอมเสียสละตำแหน่งฐานะและผลประโยชน์ เพื่อให้ประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของเราลุกขึ้นเดินหน้าต่อไปได้ อย่างสังคมที่เคารพในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน?
ทุกชั่วโมง ทุกวัน ที่ท่านยังยึดติดอยู่กับอำนาจและแนวทางเดิม คือ ทุกชั่วโมงที่ประเทศชาติจมดิ่งลงสู่เหวนรก...แห่งมิคสัญญี









