วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การระบาดทางอารมณ์สู่ "ความรุนแรง" ในสถานการณ์วิกฤติทางการเมือง

นับตั้งแต่การจัดตั้งเวทีการชุมนุมที่สถานีรถไฟสามเสน เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2556 จวบจนกระทั่งปัจจุบันก็ นับเป็นเวลาเกือบ 4 เดือน

ที่มวลมหาประชาชนได้มีข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองและล้มล้างระบอบทักษิณ สถานการณ์การเมืองที่การเผชิญหน้ากันระหว่างคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) กับพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ยังคงยืดเยื้ออย่างยาวนาน และนับวันก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากข้อมูลของศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ที่รายงานยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในพื้นที่การปะทะจากเหตุชุมนุมในเขตกรุงเทพมหานคร ว่ามียอดรวมผู้บาดเจ็บ จำนวน 718 ราย และเสียชีวิต จำนวน 20 ราย ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าว มีเด็กอายุ 4 ขวบ และ 6 ขวบ ที่เสียชีวิตจากกรณีคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าที่ชุมนุมที่บริเวณหน้าห้างบิ๊กซี ราชประสงค์ กรุงเทพฯ รวมอยู่ด้วย (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.พ. 57)

การเสียชีวิตของเหยื่อผู้บริสุทธิ์ในเหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าว ส่งผลให้หลายองค์กรได้ร่วมกันประณามการกระทำอันโหดเหี้ยมต่อผู้บริสุทธิ์ในครั้งนี้ โดยเฉพาะเมื่อมีเด็กเสียชีวิตจากการเป็นเหยื่อได้สร้างความสะเทือนใจต่อผู้คนในสังคมอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรด้านสื่อ อันประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ซึ่งได้ออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบโดยเนื้อหาแถลงการณ์ระบุว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างการชุมนุมของกปปส. นับเป็นสัญญาณความรุนแรงที่มีโอกาสบานปลายมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการวางแผนและปฏิบัติการอย่างมีเป้าหมายและหวังผลให้ผู้ชุมนุมมีการบาดเจ็บล้มตายแบบไม่เลือกหน้าเห็นได้ชัดว่าเป็นการจงใจสร้างสถานการณ์อย่างไร้มนุษยธรรมและป่าเถื่อนโหดร้ายอย่างยิ่ง

เครือข่ายอาสาสมัครทางการแพทย์ อันประกอบด้วยโรงเรียนแพทย์ 9 สถาบัน (จุฬาฯ ศิริราช รามาธิบดี มศว.สงขลานครินทร์ เชียงใหม่ ขอนแก่น วลัยลักษณ์ ธรรมศาสตร์) ชมรมแพทย์ชนบท ทีมอาสากู้ภัยและอาสาสมัครวิชาชีพสุขภาพ ได้เรียกร้องต่อผู้เกี่ยวข้องให้นำคนผิดมาลงโทษให้ได้ภายในเจ็ดวัน เนื่องจากการที่รัฐบาลปล่อยให้เกิดความรุนแรงที่กระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง ย่อมหมายถึงการขาดความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาลรักษาการและสมควรที่จะลาออกในทันที นอกจากนี้ยังเชื่อว่าหากคนทั้งสังคมและทุกองค์กรออกมาประณามความรุนแรงในลักษณะนี้อย่างพร้อมเพรียง รวมทั้งไม่นิ่งเฉยต่อการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ในลักษณะดังกล่าวก็จะลดลงไปและไม่เหลือพื้นที่ให้กับคนที่นิยมและเห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง

นอกจากนี้ นายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ยังได้ออกแถลงการณ์ประณามผู้ที่ก่อเหตุสร้างสถานการณ์ และทำให้ความรุนแรงในประเทศไทยบานปลาย ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการทำร้ายประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุม พร้อมเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงโดยทันที และขอให้รัฐบาลนำตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษ เลขาธิการยูเอ็นยังได้กล่าวอีกด้วยว่า ไม่ควรมีฝ่ายใดใช้ความรุนแรงในการแก้ไขความแตกต่างและความขัดแย้งทางการเมือง และพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ แต่ขอให้ทุกฝ่ายเคารพสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม รวมทั้งหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายอีก เพื่อการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ จนนำไปสู่การหาทางออกยุติวิกฤติและเดินหน้าการปฏิรูปการเมืองต่อไป

อย่างไรก็ดี การสื่อสารเพื่อยุติความรุนแรงไม่อาจจะเป็นจริงได้ ตราบใดก็ตามที่สถานการณ์ทางการเมืองและข้อเรียกร้องของฝ่ายผู้ร่วมชุมนุมและฝ่ายรัฐบาลยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ และความรุนแรงก็อาจกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่ต้องการกดดันให้การชุมนุมยุติอย่างรวดเร็ว หากเรากลับไปพิจารณาเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “ความรุนแรง” (Violence) ที่องค์การอนามัยโลก (WHO, 1995) ได้นิยามความรุนแรงไว้จะพบว่า ความรุนแรง (Violence) มีความหมายถึง การจงใจใช้กำลังหรืออำนาจทางกายเพื่อข่มขู่หรือกระทำต่อตนเองต่อผู้อื่น ต่อกลุ่มบุคคล หรือชุมชน ซึ่งมีผลทำให้เกิด หรือมีแนวโน้มที่จะมีผลให้เกิดการบาดเจ็บ ตาย หรือเป็นอันตรายต่อจิตใจ หรือเป็นการยับยั้งการเจริญงอกงามหรือการกีดกั้นหรือปิดกั้น ทำให้สูญเสียสิทธิบางประการและขาดการได้รับในสิ่งที่สมควรจะได้รับ นอกจากนี้ ยังหมายรวมถึง การคุกคาม การข่มขู่ การใช้อำนาจ และการละเว้นไม่กระทำ

เมื่อพิจารณาความหมายดังกล่าวข้างต้นจากเหตุการณ์ความรุนแรง เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจะพบว่า มีกลุ่มผู้กระทำการรุนแรง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ผู้ลงมือกระทำความรุนแรงที่ใช้อาวุธเพื่อสลายการชุมชน และ กลุ่มที่สอง คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจและรัฐบาลที่ละเว้น หรือไม่กระทำการคุ้มครองผู้เข้าร่วมชุมนุมจากเหตุการณ์ความรุนแรง โดยเฉพาะการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค Yingluck Shinawatra ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในสถานการณ์ดังกล่าว ยิ่งเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ที่บกพร่องของการทำหน้าที่ผู้นำประเทศ ดังข้อความที่ปรากฏผ่านสื่อสังคมออนไลน์

“ที่ดิฉันอยู่วันนี้ก็เพื่อรักษาประชาธิปไตย การที่หลายคนออกมาเรียกร้องให้ดิฉันลาออก จึงอยากถามกลับไปว่า การลาออกคือคำตอบหรือ เพราะถ้าดิฉันลาออกเพื่อเปิดทางให้เกิดสุญญากาศ ฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นประชาธิปไตย จะทำได้อย่างไร ดิฉันในฐานะประชาชนและผู้นำรัฐบาล ต้องรักษาประชาธิปไตย ประคับประคองไปให้ถึงรัฐบาลใหม่ แม้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ดิฉันขอทำหน้าที่ของตนเองจนถึงนาทีสุดท้าย ถึงเวลาแล้วค่ะที่ทุกฝ่ายควรหันหน้ามาพูดคุยกัน เพื่อให้เกิดความลงตัวเร็วที่สุดสำหรับทางออกของประเทศที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ”

ข้อความดังกล่าวได้ตอกย้ำจุดยืนในการทำหน้าที่รักษาตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และการรักษาประชาธิปไตยเพื่อรัฐบาลใหม่ในอนาคต แทนที่จะเร่งดำเนินการยุติบทบาท หรือเร่งหาแนวทางคุ้มครองชีวิตของประชาชนท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ความรุนแรง (Violence) เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะก่อให้เกิดการแพร่ระบาดทางอารมณ์

จากแนวคิดการแพร่ระบาดทางอารมณ์ (Emotional contagion) ได้อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวไว้ว่า การแพร่ระบาดทางอารมณ์ หมายถึง ความรู้สึกตื่นเต้นและการกระตุ้นซึ่งกันและกันมีระดับความรุนแรงจนมีอิทธิพลแพร่ระบาดออกไปสู่วงกว้าง จากการที่บุคคลติดต่อสังสรรค์กันในกลุ่มจะรู้สึกอะไรบางอย่างร่วมกัน ซึ่งทำให้สภาพจิตตื่นเต้นเหมือนๆ กัน ความรู้สึกดังกล่าวนี้ อาจแสดงออกทางคำพูดโดยเฉพาะการแสดงท่าทีและท่าทางประกอบ เช่น การทุบโต๊ะ การชูมือ ยกมือพร้อมๆ กับน้ำเสียงที่เน้นจังหวะสูงต่ำ ความเร็วในการพูด นัยน์ตาที่แสดงความรู้สึกโกรธ ชิงชังเคียดแค้น เศร้า รวมทั้งความเร็วและจังหวะในการหายใจ การเปลี่ยนสีหน้า ความเข้มข้น และเหงื่อตามร่างกาย ทุกสิ่งดังกล่าวนี้ เมื่อบุคคลแสดงออกทำให้มีอิทธิพลต่อกันและกัน ในขณะที่ตัวเขาแสดงพฤติกรรมออกมา ผู้อื่นเห็นเขาและตัวของเขาเองมองเห็นผู้อื่น ซึ่งทุกคนมีส่วนช่วยในการแสดงออกในการตอบสนองและสนับสนุนซึ่งกันและกัน และพร้อมที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งไปพร้อมๆ กัน ดังนั้น หากผู้เข้าร่วมชุมนุมเกิดความกดดันภายใต้สถานการณ์ที่รุนแรงดังกล่าว ก็อาจนำไปสู่ความรุนแรงโดยทางตรงและทางอ้อม และทั้งเจตนาและไม่เจตนาก็เป็นได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะนี้ อาจไม่ใช่การรักษาเก้าอี้หรือผลประโยชน์ของพวกพ้องที่จะก้าวมาสู่การเป็นผู้นำในการบริหารประเทศ แต่ควรทำหน้าที่ด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ที่เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติเป็นสำคัญ นั่นจะเป็นการลงจากตำแหน่งในสถานการณ์วิกฤตการณ์ทางการเมืองอย่าง “วีรสตรีที่แท้จริง”