ถกเรื่อง การเปลี่ยนแปลง ติดต่อกันมากว่า 2 สัปดาห์ใน ไอทีไร้พรมแดน มาถึงฉบับนี้ก็มีอีกตัวอย่างหนึ่งของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ต้องปรับทัพ
เป็นข้อพิสูจน์ให้เราได้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้กับองค์กรทุกระดับรวมถึงคนในองค์กรทุกคน
องค์กรระดับโลกที่ถูกพายุทางธุรกิจพัดกระหน่ำเสียจนซวนเซมีตัวอย่างให้เราเห็นมากมาย ทั้งโนเกีย, โอ2, แบล็คเบอร์รี่, เอเซอร์, เดลล์ และแบรนด์ชั้นนำของญี่ปุ่นอีกหลายแบรนด์ที่ส่งสัญญาณให้เห็นเป็นการขาดทุนครั้งมโหฬารติดต่อกันหลายไตรมาส
โซนี่ก็เป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นที่ต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งๆ ที่มีความสำเร็จในอดีตเป็นต้นทุนสำคัญและสร้างฐานรายได้อันมั่นคงให้แก่บริษัทมาโดยตลอด แต่มาถึงวันนี้สินค้าที่เคยพลิกโฉมให้โซนี่ประสบความสำเร็จในตลาดโลกได้อย่างวอล์คแมนก็ต้องปิดตัวลงเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และผลประกอบการย้อนหลัง 4 ปีก็ขาดทุนประมาณ1 แสนล้านบาท
เช่นเดียวกับสินค้าจาก 8 หน่วยธุรกิจของโซนี่ที่เคยได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งในหลายๆ หน่วย ซึ่งเราคงยังจำกันได้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ล้ำสมัยล้วนมาจากโซนี่แทบทั้งนั้น แต่มาถึงวันนี้ทั้ง 8 หน่วยธุรกิจเหลือเพียง 1 เดียวเท่านั้นที่ยังคงความเป็นผู้นำอยู่ได้คือหน่วยธุรกิจเครื่องเล่นเกมที่เครื่องเล่นเพลย์สเตชั่น 3 (PS/3) และรุ่นล่าสุดคือ PS/4 ยังคงทำรายได้ป้อนให้บริษัทได้อย่างแข็งแกร่ง
ผู้บริหารสูงสุดของโซนี่ในทุกวันนี้จึงมาจากหน่วยธุรกิจดังกล่าวซึ่งก็คือ คาซูโอะ ฮิราอิ (Kazuo Hirai) ที่เคยเป็นประธานของโซนี่ คอมพิวเตอร์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่เคยสร้างความสำเร็จให้แก่ธุรกิจเกมคอมพิวเตอร์ให้โซนี่มาตั้งแต่เครื่องเพลย์สเตชั่น 2
ฮิราอิ เข้ามาผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่ โดยหวังจะให้นำความสำเร็จที่ใช้ได้ผลจากตลาดเกมมาใช้กับทั้งองค์กร ซึ่งน่าจะไปได้ดีด้วยผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยคาดว่าโซนี่สามารถกลับมาทำกำไรได้หลังจากขาดทุนติดต่อกันมา 4 ปีรวด
สิ่งที่ซีอีโอใหม่เพิ่งตัดสินใจครั้งใหญ่ก็คือการยุติกิจการของธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดยขายกิจการให้เจแปน อินดัสเตรียล พาร์ทเนอร์ส (Japan Industrial Partners) ซึ่งถือเป็นการอุดรอยรั่วครั้งใหญ่ เพราะธุรกิจนี้ของโซนี่ขาดทุนอย่างหนักมาหลายปีคือ 147,500 ล้านเยนในปี 2554 ลดเหลือ 69,600 ล้านเยนในปี 2555 และดีขึ้นเป็น 25,000 ล้านเยนในปีที่แล้ว และคาดว่าจะเริ่มทำกำไรได้ในปีนี้
แนวทางของฮิราอิ คือการนำเอาจุดแข็งที่สุดของ 8 หน่วยธุรกิจที่มีอยู่มารวมกัน แทนที่จะต่างคนต่างทำเหมือนในอดีต ส่งผลให้งานวิจัยและพัฒนาสินค้าแต่ละตัวถูกทำไปพร้อมกันๆ เพื่อให้สินค้าตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ในหลายมิติ
พร้อมกับการวิเคราะห์จุดแข็งและโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะตลาดแทบเล็ตและสมาร์ทโฟนที่นำเอาจุดแข็งของตลาดกล้องดิจิทัลเข้ามาผสานเข้าด้วยกันกลายเป็นโซนี่ สมาร์ท เลนส์ รุ่น QX ที่มาพร้อมเลนส์คุณภาพสูงและเซ็นเซอร์ซีมอสนำไปเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแล้วจะกลายเป็นกล้องดิจิทัลคุณภาพสูงที่สุดในตลาดนี้ไปทันที
แนวคิดนี้ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่และสะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์จากการหลอมรวมเอาจุดเด่นของแต่ละผลิตภัณฑ์เข้าด้วยกันโดยไม่ต้องคิดเรื่องต้นทุนด้านการวิจัยและพัฒนาแยกออกจากกันเหมือนในอดีต ผลจึงกลายเป็นตลาดใหม่ที่ทำให้โซนี่กลับมาเป็นผู้นำได้ในท้ายที่สุด
ยังมีอีกหลายแนวทางที่สะท้อนให้เห็นว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงที่พัดพาให้ยักษ์ใหญ่ซวนเซ แต่เมื่อโซนี่ปรับตัวได้สำเร็จ ก็มีโอกาสกลับคืนมาเป็นผู้นำอีกครั้งเช่นกัน แต่จะมีแนวทางอย่างไรบ้างนั้นติดตามต่อในฉบับหน้าครับ








