เหตุรุนแรงจากความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเรา โดยเฉพาะการที่มีเด็กเล็กๆ ตกเป็นเหยื่อ เพียง 2 วัน 2 เหตุการณ์มากถึง 3 ศพ
ไม่ใช่แค่ทำให้คนไทยด้วยกันรับไม่ได้ แต่โลกก็รับไม่ได้
นายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยุติความรุนแรงที่บานปลายโดยทันที พร้อมขอให้ทุกฝ่ายหันหน้าเจรจาในเชิงสร้างสรรค์เพื่อยุติวิกฤติที่เกิดขึ้น
โฆษกของ นายบัน คี มูน อ้างถึงแถลงการณ์ของเลขาธิการยูเอ็น ว่า ได้ประณามความรุนแรงในประเทศไทยที่บานปลายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้อาวุธโจมตีกลุ่มผู้ประท้วงที่ทำให้มีเด็กเสียชีวิต
นายบันย้ำในข้อเรียกร้องว่า ให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรงโดยทันที และขอให้รัฐบาลนำตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษ พร้อมระบุว่าไม่ควรมีฝ่ายใดใช้ความรุนแรง ในการแก้ไขความแตกต่างและความขัดแย้งทางการเมือง
ขณะที่องค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ ออกแถลงการณ์เช่นกัน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในประเทศไทย ทั้งรัฐบาล แกนนำผู้ประท้วงทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านรัฐบาล ตลอดจนพ่อแม่ผู้ปกครอง นำเด็กออกห่างจากสถานที่ชุมนุมประท้วงทุกแห่ง
คุณพิชัย ราชภัณฑารี ผู้แทนองค์การยูนิเซฟประเทศไทย กล่าวว่า ยูนิเซฟประณามเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นซึ่งส่งผลให้เด็กๆ ต้องมาเสียชีวิตและบาดเจ็บอย่างเศร้าสลดโดยไม่มีเหตุอันควรใดๆ เลย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องหันมาปกป้องคุ้มครองเด็กๆ จากอันตราย และต้องทำให้พื้นที่ชุมนุมประท้วง รวมถึงพื้นที่โดยรอบเป็น "สถานที่ปลอดเด็ก" เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเด็กคนใดต้องได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุรุนแรงทางการเมืองอีก
จะว่าไปแล้วผู้ที่บาดเจ็บล้มตายจากความขัดแย้งทางการเมืองทุกคน ไม่จำเพาะว่าต้องเป็นเด็ก เป็นเรื่องที่น่าสลดและไม่สมควรเกิดขึ้นทั้งสิ้น เพราะทุกชีวิตมีคุณค่าเท่าเทียมกัน แต่ "เด็ก" ซึ่งยังเป็นวัยไร้เดียงสาและปกป้องตัวเองไม่ได้ ยิ่งไม่สมควรตกเป็นเหยื่อ แต่เมื่อเกิดเรื่องเศร้าขึ้นกับเด็ก จึงส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้คนจำนวนมาก
แต่ดูเหมือนท่าทีของผู้รับผิดชอบในบ้านเมืองของเรากลับมองเรื่องนี้ในอีกมุมหนึ่ง โดยเฉพาะ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ที่โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊คอย่างรวดเร็ว โดยสรุปว่าเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง อ่านดูแล้วเหมือนกำลังให้ร้ายบางฝ่ายอยู่ ซึ่งสวนทางความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากที่พุ่งความสงสัยไปที่กองกำลังติดอาวุธสนับสนุนรัฐบาล
การแสดงท่าทีในยามหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ น่าจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ และไม่ควรหยิบฉวยมาเป็นประเด็นชิงความได้เปรียบทางการเมืองอีก ทั้งนี้รวมถึงฝ่าย คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ และพลพรรค กปปส.ด้วย
ผมคิดว่าถ้าเราแปรความสูญเสียอันน่าเศร้านี้ให้เป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุยเจรจาหาทางออกเพื่อยุติปัญหาร่วมกัน ดังที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.แนะนำ ก็น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี แทนที่จะปล่อยให้ความสูญเสียครั้งนี้ผ่านไป และรอความสูญเสียครั้งใหม่เกิดขึ้นตามมา
หากถอดบทเรียนความรุนแรงที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะพบว่า 10 ปีที่ผ่านมามีเด็กต้องสังเวยชีวิตไปถึง 62 คน บาดเจ็บอีกเกือบ 400 คน นี่คือเด็กที่โดนผลกระทบทางตรง คือผลกระทบทางกาย ยังไม่นับรวมเด็กที่ต้องเผชิญกับผลกระทบทางอ้อม ต้องสูญเสียบุพการีไป ซึ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีเด็กกำพร้ามากถึง 5,448 คน
บทสรุปของ 10 ปี หรือ 1 ทศวรรษไฟใต้ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อ 4 ม.ค.47 ก็คือ ความรุนแรงไม่ได้ก่อประโยชน์ให้ใครเลย มีแต่ความสูญเสีย ขยายผลเป็นปัญหาสังคมที่ยากเยียวยา ไม่มีใครได้รับชัยชนะ มีแต่จะเร่งให้ความรุนแรงขยายวงจนเกินควบคุม!









