อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ที่ร้อยละ 0.6 แสดงชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะชะลอตัว
จากที่ขยายตัวร้อยละ 2.7 ในไตรมาสสาม ทำให้ทั้งปีเศรษฐกิจปีที่แล้วขยายตัวร้อยละ 2.9 ลดลงจากร้อยละ 6.5 ปีก่อนหน้า ในรายละเอียดการชะลอตัวสะท้อนการอ่อนตัวในทุกองค์ประกอบของการใช้จ่ายในประเทศ และการส่งออก การชะลอตัวได้เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงสองเดือนแรกปีนี้ ถ้าการชะลอตัวของเศรษฐกิจยังยืดเยื้อต่อในไตรมาสสอง ก็มีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจอาจไม่ขยายตัวในช่วงครึ่งปีแรก และถ้าความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่มีทางออกจนเข้าช่วงครึ่งปีหลัง ไม่มีรัฐบาลที่สามารถทำหน้าที่ได้เป็นปรกติ ซึ่งคงเป็นกรณีแย่สุดๆ ก็มีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจไทยปีนี้ อาจไม่ขยายตัวหรือเข้าสู่ภาวะถดถอย คือ เศรษฐกิจขยายตัวติดลบ ดังนั้น จำเป็นที่นักการเมืองและภาคธุรกิจต้องตระหนักในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นและต้องช่วยกันหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ดังกล่าว อันนี้คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
ข้อมูลเศรษฐกิจเบื้องต้นเดือนมกราคมชี้ว่าเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาสสี่ปีที่แล้ว โดยเศรษฐกิจชะลอทุกองค์ประกอบของการใช้จ่ายในประเทศและการส่งออก พูดง่ายๆ ก็คือ เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งสี่เครื่องยนต์ คือ การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐและการส่งออก ขณะนี้ทุกเครื่องยนต์กำลังอ่อนแรง โดยเป็นผลทั้งจากปัจจัยในประเทศ คือความขัดแย้งทางการเมืองที่นับวันจะกระทบเศรษฐกิจมากขึ้นๆ และการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญทางนโยบายที่ไม่มีช่องทางจะขยายตัว เพราะข้อจำกัดตามกฎหมายของรัฐบาลรักษาการณ์ ทำให้ประเทศไม่มีเครื่องมือที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ด้านการส่งออก แม้เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว แต่การส่งออกของไทยก็ไม่สามารถขยายตัวได้มากขึ้นตามเศรษฐกิจโลก เพราะข้อจำกัดด้านอุปทานของสินค้าเกษตรและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอุตสาหกรรมที่ลดลง ทำให้การส่งออกไม่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การท่องเที่ยวซึ่งเป็นสาขาหลักของเศรษฐกิจ ก็ทรุดลงจากผลกระทบของการเมืองในประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศไม่กล้าเดินทางเข้าประเทศไทย เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัยและการปิดสนามบิน ที่จะทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับได้
ที่สำคัญการชะลอตัวของเศรษฐกิจขณะนี้ เกิดขึ้นภายใต้ภาวะสภาพคล่องที่กำลังจะเป็นปัญหามากขึ้นๆ สำหรับนักธุรกิจ แรงกดดันต่อสภาพคล่องเริ่มจากการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ ทั้งจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร ที่สะท้อนผลของการลดทอนมาตรการคิวอีของธนาคารกลางสหรัฐ และเหตุการณ์การเมืองในประเทศ ทำให้สภาพคล่องในประเทศถูกกระทบ กระทบความสามารถของธนาคารพาณิชย์ที่จะปล่อยสินเชื่อ กดดันให้ต้นทุนการเงินในประเทศปรับสูงขึ้น ขณะเดียวกันเศรษฐกิจที่ชะลอตัวก็ทำให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยกู้ เพราะกังวลปัญหาหนี้เสีย สภาพคล่องของภาคธุรกิจจึงถูกกระทบ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ภาวะดังกล่าวทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวโดยใช้จ่ายน้อยลง ชะลอการลงทุนและไม่สะสมสต็อก การปรับตัวในแนวนี้กำลังเกิดขึ้น และจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอ และกระทบต่อเนื่องไปถึงการจ้างงาน สำหรับภาคครัวเรือน ความไม่แน่นอนเรื่องการมีงานทำและรายได้เริ่มมีมากขึ้น ขณะที่ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่ชะลอ และการขาดสภาพคล่องของเกษตรกร กดดันกำลังซื้อในประเทศให้หดตัว และเมื่อรวมกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนลง การใช้จ่ายของประชาชนจึงชะลอมาก เพราะทุกคนล้วนประหยัด ใช้จ่ายน้อยลง ลดการซื้อของที่ไม่จำเป็น เพื่อปรับตัวกับความไม่แน่นอนที่มีอยู่
นี้คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเศรษฐกิจ ที่นักธุรกิจชะลอการลงทุน ประชาชนประหยัด ลดการใช้จ่าย การส่งออกและการท่องเที่ยวไม่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว และทางการไม่มีเครื่องมือ และความสามารถที่จะทำให้เศรษฐกิจหลุดพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ และถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปถึงครึ่งปีหลัง ไม่มีการแก้ไข เศรษฐกิจของประเทศก็จะยิ่งทรุดลง ทำให้มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจปีนี้อาจไม่ขยายตัวหรือเข้าสู่ภาวะถดถอย
ในเรื่องนี้ประเด็นที่ต้องตระหนักก็คือ ถ้าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะถดถอย นักลงทุนต่างประเทศจะยิ่งลดการลงทุน ทำให้เงินทุนต่างประเทศยิ่งไหลออก และถ้าสถานการณ์การเมือง ถูกประเมินว่าเป็นความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ จนอัตราการขยายตัวปีนี้อาจเป็นศูนย์หรือติดลบ และเป็นความเสี่ยงต่อความสามารถของรัฐบาลในการทำนโยบายแก้ไขเศรษฐกิจ หรือมีประเด็นว่าสถานการณ์การเมืองมีความรุนแรงจนล้มตายกันมาก สิ่งเหล่านี้จะมีผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศทันที ทำให้เงินทุนต่างประเทศยิ่งไหลออกมากขึ้น แนวโน้มหรือ Scenario ที่ว่านี้เป็นเหตุการณ์ที่เราต้องช่วยกันหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของคนในประเทศถูกกระทบมากกว่าที่เป็นอยู่
แล้วเราจะทำอย่างไร ในเรื่องนี้ผมอยากจะฝากไว้สามประเด็นที่เราควรช่วยกันทำเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ
(1) นักการเมืองต้องเร่งหาข้อยุติความขัดแย้งโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจลุกลามมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งอยู่ในวิสัยที่นักการเมืองคู่กรณีจะทำได้ถ้าเลือกจะทำ ที่สำคัญ นักการเมืองต้องตระหนักว่าเศรษฐกิจของประเทศขณะนี้กำลังเป็นเชลยต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
(2) ภาคธุรกิจจะต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศการทำธุรกิจของประเทศให้เหมือนเป็นปรกติมากที่สุด เพื่อหล่อเลี้ยงกิจกรรมเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้ทรุดลง หรือหยุดชะงัก ถ้ากิจกรรมเศรษฐกิจสามารถเดินต่อได้แม้จะไม่โตมาก แม้จะเป็นการลงทุนในต่างประเทศ หรือขยายการทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน หรือนอกกรุงเทพในต่างจังหวัด นักธุรกิจก็จะมีขวัญ กำลังใจที่จะช่วยกันประคองกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศให้เดินต่อ ภายใต้แผนธุรกิจ หรือการลงทุนที่ทำไว้เดิม แม้จะไม่มีการลงทุนใหม่ สิ่งนี้จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศ ว่าเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งและสามารถเดินต่อได้ โดยไม่ต้องพึ่งนักการเมือง ทำให้การเมืองของนักการเมือง จะถูกลดความสำคัญในทางสาธารณะ ทำให้ทั้งสองฝ่ายจะต้องปรับตัวตามสภาพและตามสิ่งที่ควรจะเป็น คือเป็นไปตามครรลองและตัวบทกฎหมายของประเทศ
(3) นโยบายการเงิน ซึ่งขณะนี้เป็นเครื่องมือเศรษฐกิจเครื่องมือเดียวที่เหลืออยู่ ในแง่การทำนโยบายจะต้องให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพเศรษฐกิจและการดูแลไม่ให้เศรษฐกิจถดถอย การรักษาความสมดุลนี้ เป็นสิ่งที่ต้องทำ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือให้กับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ (ซึ่งปัจจุบันมีน้อยมาก) ซึ่งถ้าทำได้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศว่าเศรษฐกิจไทยโดยภาคธุรกิจและธนาคารกลางของประเทศมีความเข้มแข็ง และรู้มากพอที่จะประคับประคองเศรษฐกิจให้ขยายตัวต่อไปได้ ภายใต้ความไม่แน่นอนต่างๆ ที่มีอยู่
ก็อยากให้พวกเราช่วยกัน









