ในขณะที่ไทยกำลังยุ่งวุ่นวายกับวิกฤติการเมือง ยุโรปก็ยังวุ่นวายกับการกอบกู้ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยุโรปที่เสียหายไปในช่วงวิกฤติการเงิน
ผ่านโมเดลเศรษฐกิจดิจิทัล ยุทธศาสตร์ที่สหภาพยุโรปมุ่งเดินหน้าอย่างจริงจังแน่นอนในอีกหลายปีต่อไปนี้
เพื่อช่วยกอบกู้และบูทการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจยุโรปให้ผ่านพ้นวิกฤติทางการเงินที่โหมกระหน่ำเศรษฐกิจยุโรปอยู่หลายปี สหภาพยุโรปมุ่งเน้นยุทธศาสตร์การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล หรือที่เรียกว่า Digital Economy ผ่านการส่งเสริมศักยภาพของธุรกิจบริการด้านเทคโนโลยีสนสนเทศหรือ ICT ธุรกิจออนไลน์และธุรกิจอินเทอร์เน็ตให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
อย่างที่ทราบกันอยู่ว่าสหภาพยุโรปให้ความสำคัญและส่งเสริมธุรกิจสาขาบริการอยู่แล้วโดยธุรกิจบริการด้าน ICT ธุรกิจออนไลน์และอินเทอร์เน็ตก็เป็นอีกสาขาธุรกิจหนึ่งที่สหภาพยุโรปมีหวังว่าจะเป็นตัวผลักเศรษฐกิจยุโรปให้เจริญเติบโตและก้าวกระโดดผ่านวิกฤติไปได้ โดยเน้นทั้งการเร่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของธุรกิจยุโรปเอง ที่ยังดูจะอ่อนข้อกว่าธุรกิจด้านนี้ของประเทศคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ หรือคู่แข่งหน้าใหม่อย่างจีน และเน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในสาขาดังกล่าวในยุโรปให้มากขึ้น
งานวิจัย Internet Economy Outlook ขององค์กร OECD ประจำปี 2556 แสดงว่าธุรกิจบริการด้าน ICT ธุรกิจออนไลน์และอินเทอร์เน็ตเป็นธุรกิจที่มีการเจริญเติบโตจาก 5 เปอร์เซ็นต์ในปี 2554 ขึ้นเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ในปี 2555 และมีการขยายตัวของอุปทานตลาดสำหรับสินค้าประเภท Tablet PC และ Smartphone ที่มาควบคู่กับโอกาสทางธุรกิจออนไลน์ใหม่ๆ อาทิ การเก็บข้อมูลใน Cloud สรุปได้ว่าธุรกิจออนไลน์นี้มีทิศทางย้อนกลับจากการเจริญเติบโตของสาขาธุรกิจอื่นๆ จึงทำให้ธุรกิจนี้เป็นความหวังของสหภาพยุโรปในการบูทเศรษฐกิจยุโรปผ่านโมเดลเศรษฐกิจดิจิทัล
ในโลกของตลาดทุนหรือ Capital Markets สาขา ICT ก็มีแนวโน้มเจริญเติบโตในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ ธุรกิจสาขา ICT คิดเป็นสัดส่วนถึง 50 เปอร์เซ็นต์ สำหรับประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน Hotspots ด้าน ICT ของยุโรปสาขา ICT คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ของ GDP
ที่สำคัญกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในโมเดลธุรกิจและตลาดในสาขาธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ เพลง วีดีโอ ซอฟต์แวร์ หนังสือ และการนำเสนอข่าวสาร และส่งผลต่อวิถีชีวิตคนหลายกลุ่ม ไม่ใช่เพียงแค่ความต้องการซื้อและอุปโภคสินค้าและบริการดิจิทัลใหม่ๆ อาทิ e-books เพลง หรือ App แต่ยังผลต่อรูปแบบการทำงาน หางาน และการอำนาจการใช้social media ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเปิดเสรีและเปิดตลาดดิจิทัล สหภาพยุโรปดำเนินนโยบายควบคุมความเสี่ยงของธุรกิจสาขาดังกล่าวไปด้วย เมื่อปี 2555 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับปกป้องข้อมูลข่าวสารฉบับใหม่ เพื่อมุ่งป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลในอินเทอร์เน็ต นอกจากนั้น เพื่อก้าวเข้าสู่โมเดลเศรษฐกิจดิจิทัล สหภาพยุโรปทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม และการสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้เกิดธุรกิจใหม่
ในยุโรปมี Hubs หรือแหล่งรวมตัวของกูรูและบริษัทชั้นนำด้าน ICT และธุรกิจอินเทอร์เน็ตแบบสไตล์ Silicon Valley ของสหรัฐฯ อยู่หลายแห่ง อาทิ ที่ดับบลิน ประเทศไอร์แลนด์ หรือเฮงซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างของการสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่นำไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้กรอบกฎหมาย ระบบภาษี และการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจจากภาครัฐ
ยกตัวอย่างฟินแลนด์แล้ว คงต้องเอ่ยนามบริษัท Ravio จากฟินแลนด์ที่เป็นผู้ก่อตั้ง app Angry Bird ที่เป็นที่รู้จักกัน และบริษัท Huewei ของจีนก็มีการลงทุนอยู่ที่ฟินแลนด์และใช้ประโยชน์จาก Digital Hub ในฟินแลนด์ด้วย
ส่วนดับบลิน “Silicon Docks” เป็นศูนย์รวมบัญชาการของบริษัท Google ตั้งแต่ปี 2545 และดึงดูดหัวกะทิในธุรกิจสาขา ICT และอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกมารวมตัวกันที่เมืองหลวงแห่งนี้ได้ รวมทั้ง Facebook และบริษัทด้านเทคโนโลยีอื่นๆ อาทิ LinkedIn, PayPal, Amazon, Twitter และ Zynga
นักวิเคราะห์หลายท่านลงความเห็นว่า บทบาทของภาครัฐทั้งสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกนั้นๆ ในการสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือแก่บริษัทให้เริ่มต้นดำเนินธุรกิจได้ การสร้างกรอบและบรรยากาศทางธุรกิจที่เหมาะสม อาทิ การสร้าง Hubs ในลักษณะดังกล่าวมีความสำคัญอยู่ไม่น้อยในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลแม้ความสนใจและการเลือกว่าจะเป็น Hub สาขาไหนนั้นต้องมาจากความต้องการทางธุรกิจเอง แต่สูตรสำเร็จของการส่งเสริมธุรกิจและการดึงดูดการลงทุนในสาขานั้นๆ ต้องเป็นบทบาทของภาครัฐที่มาจากการผสมผสานกรอบนโยบายและกฎหมายที่เอื้ออำนวย ระบบภาษี ระบบการศึกษา การผลิตแรงงานและบุคลากรที่เหมาะสมไว้รองรับธุรกิจนั้นๆ ซึ่งฟินแลนด์และไอร์แลนด์ทำไว้เป็นตัวอย่างได้ดีมาก
ในส่วนของสหภาพยุโรป มีแผนมีการจะทุ่มงบประมาณมหาศาลผ่านการดำเนินโครงการ Horizon 2020 ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการวิจัยของสหภาพยุโรป และหวังว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง Hub ธุรกิจ ICT ออนไลน์ และอินเทอร์เน็ตใหม่ๆ ในยุโรป เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลที่สำคัญ เน้นให้ธุรกิจชั้นนำหรือหัวกะทิในธุรกิจสาขานี้ไม่หลั่งไหลออกไปลงทุนนอกยุโรป และเน้นการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนเพื่อการสร้างงาน การลงทุนใน R&D และหวังว่าจะส่งผลต่อการบูทเศรษฐกิจดิจิทัลของยุโรปได้ในระยะยาว
ไทยก็ไม่ใช่ย่อยในธุรกิจ ICT ออนไลน์ และอินเทอร์เน็ตจึงอาจมองโอกาสใหม่ๆ ในยุโรปผ่านการร่วมทุนกับบริษัทยุโรปในสาขานี้ และใช้ประโยชน์จากการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-อียูให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรปwww.access-europe.euหรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd








