วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หาทางออกจากสถานการณ์ที่ตีบตัน ก่อนที่สังคมไทยจะพังทลาย (2)

ผมเขียนบทความชื่อนี้ในเดือนมกราคม 2550 หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยมุ่งเน้นอธิบายว่าการรัฐประหารในครั้งนั้น

ไม่ใช่แค่เป็นผลของความขัดแย้งเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนประกอบของการล่มสลายของ “อาณัติทางสังคม” ที่เคยมีพลังกำกับความสัมพันธ์ทุกมิติของสังคมการเมืองไทย

กระสวนเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ผ่านการรัฐประหาร ผ่านการเลือกตั้ง ผ่านการยุบพรรคการเมือง ฯลฯ หรือนับเนื่องจากวันนั้นถึงวันนี้ ชี้ให้เห็นว่าเราอยู่ร่วมกันอย่างเป็น “สังคมป่าเถื่อน” ผมขอนำเสนอบางส่วนของบทความเก่าเมื่อ 2550 ดังนี้

“ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาในทุกสังคมการเมือง แต่การใช้ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆ

การใช้ความรุนแรง ไม่เพียงแต่สะท้อนความล้าหลังป่าเถื่อน แต่ยังสะท้อน "ความอ่อนแอ" ของ "ชนชั้นนำทางอำนาจทุกฝ่าย" ที่ไม่สามารถใช้อำนาจหรืออิทธิพลที่ตนมีอยู่ ในการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เช่นที่สังคมอารยะทั้งหลายได้ทำกันมา

ความอ่อนแอของทุกฝ่ายทำให้ต้องเลือกใช้ความรุนแรงต่อสังคม เพราะไม่สามารถสร้างพื้นที่กลางที่จะใช้ในการต่อรองได้ เกิดขึ้นเพราะ "อาณัติ" อันเป็นที่มาของระเบียบทางสังคมการเมืองได้พังทลายไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่มีใครที่จะคาดหมายอะไรทางสังคมการเมืองได้อีกต่อไป

เมื่อเป็นเช่นนั้น ทุกฝ่ายไม่สามารถตีแผ่ความจริงในเรื่องที่ขัดแย้งกันออกมาให้ประชาชนรับรู้และตัดสิน ไม่ว่าเรื่องที่ขัดแย้งกันก็เป็นเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัว หรือเป็นผลประโยชน์ของส่วนรวม ที่แต่ละฝ่ายมี “หน้า” และ “ผลประโยชน์” ที่ ต้องรักษา ความขัดแย้งทั้งหมดในสังคมที่ไม่มี “อาณัติ” ควบคุมก็จะปะทุเป็นความรุนแรงได้ง่ายมากขึ้น

ที่น่าเศร้ายิ่งขึ้นก็คือ ความขัดแย้งส่วนตัวอาจจะแปรเปลี่ยนไปเป็นความขัดแย้งในระดับที่สูงขึ้น คู่ความขัดแย้งที่กำลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็อาจเลือกใช้วิธีสร้างความรุนแรง เพื่อต่อรองกันอีกและดึงเอาทั้งสังคมเข้าร่วมในความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น ทั้งในฐานะผู้ถูกกระทำ เช่น ถูกระเบิดตาย หรือกลายมาเป็นผู้กระทำ เช่น กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่แหลมคมมากขึ้น

คนเหล่านี้พร้อมที่จะแสดงว่า หากกลุ่มตนเองไม่ได้อำนาจ ก็อย่าให้กลุ่มอื่นได้อำนาจ นี่คือภาวะไร้ "อาณัติ" ทางสังคมการเมืองที่แท้จริง ถ้าเราปล่อยให้ภาวะทางการเมืองเป็นเช่นนี้ดำเนินต่อไป สังคมไทย "ตกเหว" แน่ๆ ครับ

ผมเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยมองเห็นถึงภาวะอันตราของสังคมไทยเช่นนี้ และสังคมการเมืองไทยก็ไม่อยากที่จะปล่อยให้ความขัดแย้งของคนชั้นนำพาสังคมไทยไปสู่ภาวะอันตรายของสังคมได้ แต่คำถามที่สำคัญ ก็คือ จะทำอย่างไร

ผมคิดว่าก่อนเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน สังคมไทยเติบโตขึ้นมาก โดยภาพรวมแล้ว ถึงแม้เราจะเห็นถึงความพยายามในการรวมศูนย์อำนาจของรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร แต่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมไทยก็เปลี่ยนไปมาก ประชาชนนับแสนๆ ไม่ได้ยอมรับอำนาจรวมศูนย์เบ็ดเสร็จของรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด

แต่พลังทางสังคมนี้ถูกทำให้หมดความหมายไปเมื่อมีการรัฐประหาร เพราะถูกทำให้เชื่อว่าประชาชนยอมรับและต้อนรับการรัฐประหาร เนื่องจากเป็นการกำจัดรัฐบาลที่พวกเขาเห็นว่าฉ้อฉลและดำเนินนโยบายรัฐ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองและพรรคพวก”

ผมรู้สึกว่ามองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในด้านดีเกิดขึ้นเลยหลังจากปลายทศวรรษ 2549 สังคมไทยผ่านการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนอย่างบ้าคลั่งใน ปี พ.ศ. 2553 การใช้อำนาจรัฐในแต่ละรัฐบาลก็ล้วนแล้วแต่เลือกข้างประชาชนที่เป็นฝ่ายสนับสนุนตน นโยบายที่ทำลายเศรษฐกิจของสังคม เช่น จำนำข้าวทุกเม็ดก็เกิดขึ้นอย่างไม่ฟังเสียงใครๆ ความพยายามจะ “โกงกิน” ในขณะที่ตนมีอำนาจเป็นไปอย่างมูมมาม

ในวันนี้ ทุกอย่างมุ่งไปสู่วิถีแห่งความรุนแรงที่มากขึ้นทุกรูปแบบและทุกมิติของสังคม การเคลื่อนขบวนของคนชั้นกลางในเขตเมืองมีโอกาสที่จะปะทะกับกลุ่มประชาชน “คนชั้นกลางใหม่” อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังถูกกระตุ้นและปลุกเร้าจากรัฐบาล/พรรคการเมืองที่กำลังเสียเปรียบทางการเมืองอยู่ โอกาสที่ประชาชนผู้ถูกปลุกเร้าจะเดินออกมาฆ่ากันเองกลางเมืองมีสูงมากขึ้น และจะนำมาซึ่งการช่วงชิงโอกาสในการทำรัฐประหารของกลุ่ม “ทหาร” ที่แยกออกเป็นหลายกลุ่ม

ผมปิดท้ายบทความในปี พ.ศ. 2550 ด้วยความที่ว่า

“ทางออกเบื้องต้นจากสถานการณ์นี้ น่าจะอยู่ที่การดึงเอาพลังทางสังคมออกมาจากคู่ความขัดแย้งทางการเมืองของคนชั้นนำทั้งหลาย พลังทางสังคมจะต้องไม่ถูกดึงเอาไปเป็นฐานของการเคลื่อนไหวทางการเมืองเฉพาะหน้าของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และจำเป็นต้องสร้างพื้นที่ "กลาง" ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างหลักการที่เห็นพ้องต้องกันได้ในการเคลื่อนไหว เพื่อสร้าง "อาณัติ" ใหม่ ของสังคมการเมือง

ประเด็นที่เสนอไว้เป็นกรอบความคิดนามธรรมกว้างๆ แต่ภาวนาไว้ว่า จะมีคนมาร่วมกันคิดต่อว่าจะทำอย่างไรดี เพราะผมเห็นว่าสภาวการณ์วันนี้เลวร้ายที่สุดเท่าที่ผมจำความมาครับ”

ผมมีความเห็นต่างจากตนเองในส่วนท้ายสุดที่เขียนว่าสภาวการณ์ในวันนั้นเลวร้ายที่สุดแล้ว เพราะพอถึงวันนี้ ผมเห็นว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดยังไม่เกิดแต่กำลังจะเกิดในอนาคตอันใกล้นี้ครับ