ขณะที่รัฐบาลโดยศูนย์รักษาความสงบ(ศรส.) และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) กำลังตอบโต้กันไปมาในเกมการเมืองเรื่องการช่วงชิง"พื้นที่" ปัญหาอีกจุดหนึ่งที่สำคัญในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลก็กำลังรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของการชุมนุมของกลุ่มชาวนาหลายจังหวัดที่มาปักหลักบริเวณกระทรวงพาณิชย์ และปัญหาเรื่องการหาเงินมาใช้หนี้ชาวนาที่ติดค้างมานานกว่า 4 เดือน
หากใครที่ติดตามการชุมนุมของชาวนา เพื่อทวงถามโครงการรับจำนำข้าว ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา จะเห็นว่าเป็นการชุมนุมที่มีอารมณ์ความรู้สึกค่อนข้างมาก จนเจ้าหน้าที่ทหารต้องออกมาพูดคุยด้วยเพื่อรับฟังปัญหา ในขณะที่ไม่มีรัฐบาลคนใดกล้าออกมาเผชิญหน้าการกลุ่มชาวนา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการชุมนุมของชาวนาในครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี โดยมีเป้าหมายเรียกร้องกับรัฐบาลโดยตรง และเป็นการชุมนุมที่เราไม่เห็นบ่อยนักในสังคมไทย
อาจกล่าวได้ว่าวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นกับรัฐบาลในขณะนี้ มีสองด้านที่ต้องเผชิญในคราวเดียวกัน ด้านแรกเป็นวิกฤติทางการเมืองที่เผชิญกับการชุมนุมของกลุ่มกปปส. ซึ่งชุมนุมต่อต้านรัฐบาลมานานกว่า 3 เดือน และยังไม่อาจประเมินได้ว่าจะยุติลงอย่างไร อีกด้านคือวิกฤติความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง โดยขณะนี้ไม่เพียงแต่ชาวนาเท่านั้นที่ไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล แต่ยังเริ่มลุกลามขยายเข้าสู่สถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารออมสิน ที่ยอมปล่อยสภาพคล่องให้กับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล
ปรากฏการณ์"ถอนเงิน"ของประชาชนที่ฝากในธนาคารออมสินวานนี้(17 ก.พ.) ถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ ที่เกิดขึ้นทั่วไปของธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งจากข้อมูลสรุปยอดฝาก-ถอนเงิน ปรากฏว่ามีประชาชนถอนเงินวงเงินสูงถึง 30,000 ล้านบาท และมีผู้ฝาก 10,000 ล้านบาท เท่ากับธนาคารมีเงินไหลออกจากทั้งสิ้น 20,000 ล้านบาทภายในวันเดียว ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงอย่างมาก และจากการติดตามความเคลื่อนไหวการถอนเงินในหลายจังหวัดก็พบว่ามีเหตุผลมากกว่าธุรกรรมปกติทั่วไป
อันที่จริง ปรากฏการณ์ที่ประชาชนแห่ถอนเงินฝาก จากธนาคารที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ทั้งในไทยและต่างประเทศ เกิดจากปัญหาเดียว นั่นคือ ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันการเงินหรือระบบการเงินของประเทศ ต่างจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมีปัญหา อาทิ เงินเฟ้อสูง ประชาชนเพียงแต่ไม่ต้องการออมเงินเพราะจะด้อยค่าลงเรื่อยๆ เพราะหากประชาชนขาดความเชื่อมั่น จะเกิดความตื่นตระหนกทยอยถอนเงินกันคราวละมากๆ และอาจยังดำเนินต่อไปก็จะสร้างปัญหาต่อระบบการเงินในที่สุด
เราเห็นว่าการถอนเงินจากธนาคารออมสิน ไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไปและต้องพึงระวังอย่างมาก เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาลกำลังลุกลามไปสู่ความไม่เชื่อมั่นต่อสถาบันการเงินอย่างธนาคารออมสิน หากสถานการณ์เช่นนี้ยังคงอยู่ก็จะกลายเป็นภาวะตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็จะยิ่งแก้ไขยากยิ่งขึ้น ดังนั้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องพึงระวังอย่างยิ่งยวดและต้องเร่งแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด ซึ่งต้องไม่ลืมว่าหากประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงินใดแล้ว ปัญหาก็จะแก้ยากมากและต้องใช้เงินทุนมหาศาลเพื่อเข้าช่วยเหลือ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต






