นักลงทุนระยะยาวที่เป็น Value Investor โดยปกติมักจะไม่ใคร่ทำอะไรกับการซื้อ-ขายหุ้นมากนัก
เขาจะ “ขยับ” ก็ต่อเมื่อมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวหุ้นหรือสภาวะแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่ส่งผลกระทบต่อตัวกิจการหรือบริษัทจดทะเบียน
การขายหุ้นนั้น โดยปกติก็มักจะเกิดจากการที่กิจการมีพื้นฐานที่แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือไม่ก็ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นจนแพงเกินพื้นฐานอย่างเห็นได้ชัด หรือไม่ก็เพราะเขาพบหุ้นตัวอื่นที่มี Value หรือคุณค่าดีกว่ามากแต่เขาไม่มีเงินสดในมือที่จะซื้อมันได้ ส่วนการซื้อหุ้นนั้น เขามักจะทำก็ต่อเมื่อเขาพบ “โอกาสในการลงทุน” ในหุ้นของบริษัทที่มีคุณสมบัติดีเด่นในระยะยาวที่มีราคาหุ้นที่เหมาะสมหรือราคาถูกกว่าพื้นฐาน
หุ้นที่มีคุณสมบัติดีเด่นในระยะยาวนั้นควรมีคุณสมบัติหลาย ๆ ข้อที่สำคัญดังต่อไปนี้คือ:
ข้อแรก สินค้าหรือบริการของบริษัทจะต้องโดดเด่นกว่าคู่แข่งโดยตรงอย่างเห็นได้ชัด นั่นเป็นสิ่งที่ลูกค้าเลือกที่จะใช้มากกว่าคู่แข่ง คนใช้รู้สึกภูมิใจหรือรู้สึกดีที่ได้ใช้ ถ้าจะพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นยี่ห้อยอดนิยมมานานที่ผู้คนหรือคนที่ใช้ส่วนใหญ่ต่างชอบ และเชื่อมั่นในคุณสมบัติจนไม่อยากจะเลือกยี่ห้ออื่น ถ้าทั้งสองต่างสะดวกที่จะซื้อเหมือนๆ กัน
ประเด็นสำคัญคือยี่ห้อนั้น ไม่ใช่เพียงแต่เป็นยี่ห้อที่คนรู้จักกันแพร่หลายเท่านั้น แต่ต้องเป็นยี่ห้อที่คนเลือกที่จะซื้อหรือใช้บริการ เหนือกว่ายี่ห้ออื่นอย่างชัดเจน นอกจากเรื่องของยี่ห้อแล้ว กิจการที่โดดเด่นที่คู่แข่งต่อสู้ได้ยากคือบริษัทสามารถ“ล็อก”ลูกค้าให้อยู่ในมือได้ยาวนาน โดยที่คู่แข่งเข้ามาแย่งธุรกิจไม่ได้หรือแย่งได้ยาก อาจจะเพราะว่าบริษัทเป็นรายเดียวหรือน้อยราย ที่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ให้บริการในกิจการที่เป็นสาธารณูปโภค หรือบริษัทอาจจะควบคุมหรือได้ทำเลของสถานที่ให้บริการดีเด่นกว่าที่คู่แข่งไม่สามารถหาได้แล้ว เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านที่ดิน เหล่านี้เป็นต้น
ข้อสอง คุณสมบัติที่ดีเด่นในระยะยาวของกิจการคือเป็นกิจการที่ทำกำไรได้สูงวัดจากกำไรต่อยอดขายเมื่อเทียบกับคู่แข่งโดยตรง และกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่สูงกว่า 15% ต่อปีต่อเนื่องยาวนาน ยิ่งสูงก็ยิ่งดี
ข้อสาม บริษัทต้องขายสินค้าหรือบริการที่ก่อให้เกิดกระแสเงินสดที่ดี นั่นอาจจะหมายความว่า บริษัทขายสินค้าเป็นเงินสดและจ่ายเจ้าหนี้การค้าเป็นเงินเชื่อระยะยาว บริษัทมีสินค้าคงคลังน้อยเมื่อเทียบกับยอดขายหรือแทบไม่มีสินค้าคงคลังเลยเนื่องจากเป็นงานบริการ
บริษัทไม่ต้องลงทุนในการ Maintain หรือบำรุงรักษาทรัพย์สินถาวร ที่ใช้ในการให้บริการมากนัก และสุดท้ายคือถ้าบริษัทขยายงานหรือขยายกำลังการผลิตได้โดยไม่ต้องเพิ่มทรัพย์สินถาวรหรือเพิ่มน้อย แบบนี้ก็จะทำให้กระแสเงินสดของบริษัทดีเยี่ยมขึ้นไปอีก
ข้อสุดท้ายที่จะพูดถึง คือกิจการยังมีการเติบโตต่อไปอีกยาวนานเนื่องจากตลาดเดิมยังไม่อิ่มตัว และตลาดใหม่ที่มีศักยภาพกำลังเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนและชัดเจน และจะต่อเนื่องไปอีกนาน เนื่องจากตลาดเหล่านั้นจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
หลังจากการกำหนดตัวกิจการที่เข้าข่ายเป็นหุ้นดีที่เหมาะสมจะลงทุนระยะยาวได้แล้ว สิ่งที่จะต้องทำต่อไปก็คือ รอโอกาสที่จะซื้อหุ้นในราคาที่เหมาะสม ซึ่งโดยปกติมักจะเกิดขึ้นไม่ง่าย เหตุก็เพราะว่าหุ้นเหล่านี้ เป็นหุ้นของกิจการที่คนเชื่อหรือยอมรับกันว่าเป็นบริษัทที่ดี
ดังนั้น ราคาหุ้นก็มักจะไม่ถูก ค่า PE ก็มักจะสูงกว่าค่า PE เฉลี่ยของตลาด หรือของบริษัทที่ดีเหมือนกันแต่ไม่ใช่บริษัทที่ดีเลิศ เช่น มีคุณสมบัติดีบางข้อแต่ขาดบางข้อ หรือเป็นกิจการที่กำไรเติบโตเร็วอย่างเดียวแต่ความแข็งแกร่งหรือกระแสเงินสดไม่ดี เป็นต้น โอกาสที่หุ้นชั้นเยี่ยมจะมีราคาลดลงมาจนเหมาะสมที่จะลงทุนนั้น มักจะเกิดจากเหตุการณ์หรือสถานการณ์ดังต่อไปนี้
เรื่องแรกที่มักจะเป็น “โอกาสทอง” ก็คือ เกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้บริษัทเสียหาย ไม่ว่าจะเกิดจากสถานการณ์แวดล้อมหรือเกิดจากความผิดพลาดของผู้บริหารซึ่งทำให้กำไรของบริษัทลดลงมาก บางทีอาจจะถึงกับขาดทุน แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว พื้นฐานของกิจการไม่เปลี่ยนแปลง หรือเหตุการณ์นั้นสามารถแก้ไขได้ค่อนข้างแน่นอนในอนาคตไม่ไกลนัก
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นตกลงมามากจนต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ กรณีอย่างนี้ เราต้องไม่รีรอที่จะซื้อหุ้นและถือไว้ อย่างน้อยจนกระทั่งบริษัทสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้แล้ว
เรื่องที่สองที่มักเป็นโอกาสในการซื้อหุ้น คือตลาดหุ้นตกต่ำลงมามาก และทำให้ราคาหุ้นของบริษัทที่มีคุณภาพดีเลิศตกต่ำลงไปด้วยจนคุ้มค่าที่จะซื้อลงทุนระยะยาว กรณีแบบนี้ก็เป็นเรื่องไม่ยากที่จะเข้าไปลงทุน เพราะถ้าสภาวะตลาดปรับตัวดีขึ้นแล้ว ราคาหุ้นของบริษัทที่ดีเลิศก็มักจะปรับขึ้นไปด้วย
ประเด็นคือในบางครั้งที่ดัชนีตลาดตกต่ำลงแรงนั้น หุ้นของบริษัทที่ดีเลิศอาจจะไม่ใคร่ตกลงมามากนักเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นๆ ผลคือโดยเปรียบเทียบแล้ว บางทีเราอาจจะอยากซื้อหุ้นตัวอื่นมากกว่า โดยอาจจะหวังว่าเมื่อตลาดปรับตัวขึ้น เราจะได้กำไรจากหุ้นตัวที่ปรับลดลงแรงกว่า อย่างไรก็ตาม โอกาสลงทุนหุ้นดีในระยะยาวในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวแรงนั้น เป็นโอกาสที่เกิดได้บ่อยพอสมควรในตลาดหุ้นไทย ที่ดัชนีหุ้นผันผวนแรง
เรื่องที่สามที่เป็นโอกาสในการลงทุนในหุ้นสุดยอด คือในยามที่เศรษฐกิจซบเซาหรือถดถอย ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นซบเซาและราคาหุ้นไม่ไปไหนมานาน ราคาหุ้นดีเลิศเองก็นิ่งมานาน และมีแนวโน้มตกลงมาเนื่องจากผลประกอบการที่เติบโตน้อยลง อันเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจ และมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไปของนักลงทุนต่อคุณสมบัติของกิจการในประเด็นของการเติบโตของบริษัท ผลคือค่า PE ของบริษัทปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่หุ้นกำลังร้อนแรง
ถ้าเรามองดูแล้วพบว่าเศรษฐกิจในที่สุดก็จะฟื้นตัว การเติบโตของบริษัทจะกลับมาเหมือนเดิมในไม่ช้าอย่างแน่นอน เนื่องจากการขยายตัวของตลาดที่มีศักยภาพสูงมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นแบบเป็นเมกาเทรนด์ ในกรณีอย่างนี้ เราสามารถ“ทยอย” ซื้อหุ้นมีคุณสมบัติดีที่เราต้องการจะถือยาว
เมื่อซื้อครบแล้วก็รอไปเรื่อย ๆ จนกว่าภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจะดีขึ้น และนั่นมักจะทำให้หุ้นชั้นยอดปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นอีกครั้งหนึ่ง เราต้องมั่นใจว่า หุ้นบริษัทแข็งแกร่งและมีคุณสมบัติดีมากนั้น จะต้องกลับมาเป็นหุ้นโดดเด่นเสมอ โดยเฉพาะช่วงที่ทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดีวันหนึ่งวันใดในอนาคต
ผมเองคิดว่า เรื่องที่สามดังกล่าวนั้น กำลังเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก่อนหน้านี้ที่หุ้นร้อนแรงมากทำให้หุ้นที่ดีเลิศมีราคาขึ้นไปสูงมาก และอาจจะทำให้มีราคาที่ไม่เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจทำให้หุ้นคุณภาพดีเลิศปรับตัวลง ถ้าบริษัทเหล่านั้นเป็นกิจการที่มีคุณสมบัติครบ รวมถึงการเติบโตน่าจะยังไปต่อได้อีกมาก โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัดของไทย ที่บริษัทยังไม่ได้เข้าไปอีกมาก คิดว่าบริษัทเหล่านั้นจะเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะเข้าไปซื้อลงทุนระยะยาว ผลตอบแทนที่จะตามมาเมื่อสถานการณ์ต่างๆ กลับมาเป็นปกติ น่าจะอยู่ในอัตราที่ใช้ได้โดยที่ความเสี่ยงอาจจะไม่สูงนัก






