วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โอกาสจากการเปลี่ยนแปลง

ท่ามกลางความสับสนและความไม่แน่นอนทางการเมืองในบ้านเรา แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกธุรกิจทุกวันนี้ยิ่งรุนแรงกว่าหลายร้อยหลายพันเท่า

เราจึงต้องพบกับตัวแปรทั้งภายในประเทศที่คาดเดาไม่ได้และตัวแปรจากต่างประเทศจนทำให้วางแผนรับมือได้ยากมาก

ลองดูภาวะการเปลี่ยนแปลงช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ เราจะเห็นหลายๆ อุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว โดยเฉพาะแวดวงสื่อสารและโทรคมนาคม ที่เราเคยเห็นแชมป์เก่าอย่างโนเกียผูกขาดตลาดมายาวนานจนไม่คิดว่าจะมีใครแซงหน้าขึ้นมาได้ หรือช่วงไม่กี่ปีมานี้เมื่อการมาถึงของตลาดนอนวอยซ์ที่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือใช้ติดต่อสื่อสารผ่านข้อความและอีเมลมากขึ้น เราจึงเห็นสมาร์ทโฟนอย่างแบล็คเบอร์รี่ และโอ2 เติบโตแบบก้าวกระโดด

หันมาดูตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านก็เช่นเดียวกัน เพราะมีเพียงโซนี่ที่ครองใจผู้ใช้ชาวไทยมายาวนาน หรือคอมพิวเตอร์ที่เราเคยตื่นเต้นกับโมเดลในการทำธุรกิจของเดลล์ที่ผู้ซื้อสามารถปรับแต่งสเป็คที่ต้องการได้ผ่านเว็บไซต์ จนไมเคิล เดลล์ โด่งดังติดอันดับโลกในเวลาอันรวดเร็ว เช่นเดียวกับเอเซอร์ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์สัญชาติไต้หวันที่กล้ารุกตลาดโลกจนสำเร็จเป็นอันดับหนึ่งในยุโรปและเอเชีย

แต่มาถึงวันนี้แล้ว บริษัทต่างๆ เหล่านี้กลับไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าอย่างที่หลายๆ คนคาดคิด แต่กลับเป็นแบรนด์ที่หลายๆ คนเคยสบประมาทว่าไม่มีวันสำเร็จในระดับโลกได้อย่างแอลจี และซัมซุงผงาดขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แทนที่โซนี่

เช่นเดียวกับโนเกียที่นอกจากพ่ายแพ้ในตลาดมือถือจนต้องขายกิจการให้ไมโครซอฟท์แล้ว เพื่อนร่วมธุรกิจอย่างแบล็คเบอร์รี่ และโอ2 ก็ดูเหมือนต้องประสบชะตากรรมเดียวกันจนหายไปจากตลาด ทั้งๆ ที่สมาร์ทโฟนมีอัตราการเติบโตสูงมากทั่วโลก แต่เมื่อปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปไม่ได้ก็จบเกม

ส่วนอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เราก็เห็นภาวะที่เดลล์ต้องยอมถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์เพื่อลดแรงกดดันเรื่องการสร้างผลกำไรของผู้ถือหุ้น เนื่องจากตลาดคอมพิวเตอร์ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องหลายไตรมาส เช่นเดียวกับยักษ์ใหญ่อีกรายหนึ่งคือ เอเซอร์ที่ต้องขาดทุนต่อเนื่องถึง 8 ไตรมาสและขาดทุนสูงสุดถึง 10,500 ล้านดอลลาร์ เฉพาะไตรมาสที่แล้ว

ความยิ่งใหญ่ในอดีต จึงรับประกันความสำเร็จใดๆ ในอนาคตไม่ได้เลย บริษัทดาวรุ่งวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล, เฟซบุ๊ค, แอ๊ปเปิ้ล, ซัมซุงจึงไม่มีใครบอกได้ว่าเขาจะคงความสำเร็จนี้ได้อีกยาวนานแค่ไหน

แต่ที่แน่ๆ ก็คือการตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงและความกระหายต่อความสำเร็จจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้บริษัทธรรมดาๆ กลายเป็นองค์กรธุรกิจระดับโลกได้ เช่นที่ผมเคยยกตัวอย่าง ซัมซุงในอดีตให้ได้ติดตามมาแล้ว

เพราะยุคนั้นบริษัทเกาหลีต้องการเป็นบริษัทระดับโลก แต่ไม่มีความพร้อมด้านพื้นฐานที่เพียงพอ ในช่วงที่ผมไปเยี่ยมชมกิจการของเขา จึงได้เห็นว่าในช่วงพักกลางวันบริษัทในเกาหลีจะแบ่งเวลาพักใน 1 ชั่วโมงให้รับประทานอาหารเพียงแค่ 30 นาที อีก 30 นาทีเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ให้พนักงาน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มรับประทานอาหารเวลา 12.00 น. ก่อนไปเรียน และอีกกลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารหลังเลิกเรียน ที่เวลา 12.30น. ซึ่งสิ่งที่เรียนคือภาษาญี่ปุ่นเพื่อต้องการจะเอาชนะญี่ปุ่นให้สำเร็จ เรียนภาษาอังกฤษเพื่อจะผลักดันสินค้าไปในระดับโลก และภาษาที่ 3 เป็นทางเลือกที่ให้เรียนคือภาษาจีน เพื่อจะได้ครองตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เช่นเดียวกับแนวคิดของแอ๊ปเปิ้ลในการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ในตลาดสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต รวมถึงอะเมซอนที่เคยล้มเหลวมาก่อน แต่วันนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบริษัทที่มีวิธีการขายที่ฉลาดที่สุดและมีพนักงานมากถึงกว่า 60,000 คน

บทสรุปเบื้องต้นของการเปลี่ยนแปลงก็คือความสำเร็จไม่ได้คงอยู่กับเราหรือใครคนใดคนหนึ่งตลอดไป แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความพร้อมและต้องการเอาชนะตัวเองให้ได้เท่านั้น