จากชื่อบทความในสัปดาห์นี้ถ้าท่านผู้อ่านไม่ได้ติดตามข่าวในอุตสาหกรรมอาจจะรู้สึกแปลกใหม่กับชื่อสองชื่อดังกล่าว
แต่ต้องเรียนว่าองค์กรทั้งสองแห่งได้รับการยกย่องให้เป็น Most Innovative Companies ประจำปี 2014 ในอันดับที่ 2 และ 3 โดยนิตยสาร Fast Company ที่จัดอันดับบริษัทที่เรียกว่าเป็น Most Innovative Companies ทั่วโลก และสาเหตุที่ผมเลือกบริษัทอันดับสองและสามมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ เนื่องจากทั้งสององค์กรมีความน่าสนใจในเชิงนวัตกรรม และวิธีการดำเนินงาน ส่วนที่ไม่เลือกอันดับหนึ่ง (Google เจ้าเก่าของเรานั้นเอง) ก็เนื่องจากเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะคุ้นเคยกับ Google กันอยู่แล้ว
มาเริ่มต้นที่ Bloomberg Philanthropies ก่อนนะครับ จากชื่อขององค์กรท่านผู้อ่านคงพอเดาได้ว่าองค์กรแห่งนี้เป็นมูลนิธิทางด้านสาธารณกุศล ส่วนเจ้าของนั้นก็คงพอเดาได้อีกว่าคือ Michael Bloomberg นายกเทศมนตรีของนิวยอร์ก และมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ประเด็นความน่าสนใจอยู่ที่มูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศลจะมีนวัตกรรมได้อย่างไร? หรือ นวัตกรรมขององค์กรแบบนี้คืออะไร?
จุดเด่นของธุรกิจของ Bloomberg คือเรื่องของข้อมูล บริการหนึ่งของ Bloomberg ที่หลายๆ องค์กรในประเทศไทยใช้กันก็คือข้อมูล ดังนั้น เมื่อเขามาทำองค์กรสาธารณกุศล ข้อมูลก็ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องครับ ความน่าสนใจขององค์กรแห่งนี้อยู่ที่การนำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ ระบุ ถึงเป้าหมายในการบริจาคเงิน รวมทั้งมีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดถึงความเป็นไปได้ในความสำเร็จหรือผลลัพธ์จากเงินที่บริจาค ทำให้องค์กรแห่งนี้กลายเป็นหน่วยงานด้านการกุศลที่มีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
เริ่มจากการหาข้อมูลว่าอะไรคือสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของคนบนโลกสิบประการ จากนั้นก็วิเคราะห์ด้วยข้อมูลอีกก็พบว่าถ้าสามารถลดการสูบบุหรี่ได้ จะสามารถแก้ปัญหาสาเหตุการเสียชีวิตถึง 60% จากสิบอันดับข้างต้น จากนั้นเขาก็วิเคราะห์และเลือก 15 ประเทศที่เมื่อรวมจำนวนผู้สูบบุหรี่แล้วเป็นสองในสามของคนทั้งโลก และจากงานวิจัยทางองค์กรก็พบอีกว่าการโฆษณาถึงพิษร้ายของการสูบบุหรี่ทางโทรทัศน์จะช่วยในการลดการสูบบุหรี่ได้ จากนั้นทาง Bloomberg Philanthropies จึงได้สนับสนุนการรณรงค์การลดการสูบบุหรี่ผ่านทางสื่อโทรทัศน์ในประเทศเป้าหมายต่างๆ ข้างต้น
ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงแค่หนึ่งตัวอย่างเท่านั้นที่ทาง Bloomberg Philanthropies ใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ เพื่อทำให้การบริจาคเงินเพื่อการกุศลเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
สำหรับ Xiaomi เป็นบริษัทผู้ผลิตและขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์น้องใหม่ที่กำลังมาแรงของประเทศจีน ในปัจจุบันโด่งดังจากการขาย Smartphone ในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่างประเทศจีน โดยมือถือรุ่นล่าสุดของเขาขายได้ 100,000 เครื่องภายในเวลาแค่ 86 วินาที และจากความนิยมของมือถือยี่ห้อนี้ทำให้ปัจจุบัน Xiaomi มีส่วนแบ่งตลาดในประเทศจีนสูงกว่า iPhone ของ Apple และกลายเป็นบริษัทที่ถูกจับตามากที่สุดบริษัทหนึ่งของจีน
นวัตกรรมและความน่าสนใจของ Xiaomi อยู่ที่ Business Model ที่แตกต่างจาก Apple ในประเทศจีน iPhone ขายราคาประมาณ 7-800 ดอลลาร์ ส่วนโทรศัพท์ของ Xiaomi ขายอยู่ที่ราคา 330 ดอลลาร์ ทั้งๆ ที่ในเชิงคุณภาพไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่อง คุณสมบัติภายใน รวมทั้งคุณภาพของเครื่องก็ดีไม่แพ้ iPhone
อาจจะกล่าวได้ว่ากลยุทธ์ของ Xiaomi คือขายมือถือราคาไม่แพง เอากำไรน้อยๆ แต่รายได้หลักของบริษัทกลับมาจาก App Stores ของเขาครับ ทั้งนี้ เนื่องจาก Google Play Store ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการจีน ทั้งๆ ที่ระบบปฏิบัติการ Android เป็นระบบปฏิบัติการมือถือที่ใช้กันมากที่สุดในจีน ดังนั้น เมื่อลูกค้าซื้อมือถือ Xiaomi มาแล้ว ก็จะเข้าไปซื้อ App ซื้อเกมส์ ซื้อเพลงผ่านทาง App Store ของ Xiaomi
สรุปก็คือ Xiaomi ขายมือถือคุณภาพสูงในราคาปานกลาง คุณภาพของ Xiaomi อาจจะยังสู้ iPhone หรือ Samsung ไม่ได้ แต่ด้วยคุณภาพที่ไม่ทิ้งห่างกับราคาที่แตกต่าง ก็ทำให้มีฐานลูกค้าจำนวนมาก และ Xiaomi ใช้กลยุทธ์ขายเครื่องคุณภาพดี ราคาไม่แพง แต่หารายได้จาก App Stores เพื่อมาทดแทนเครื่องที่มีกำไรต่ำ
ทั้ง Bloomberg Philanthropies และ Xiaomi ต่างถือว่าเป็นองค์กรในธุรกิจเดิมๆ แต่สามารถใช้นวัตกรรมในการสร้างรูปแบบธุรกิจและการดำเนินงานใหม่ๆ ที่น่าสนใจได้ครับ









