ขอบอกก่อนเลยนะครับ เพื่อจะได้ไม่เข้าใจผิดว่าเรื่องนี้มีเรื่องการเมืองหรือสีเสื้อมาเกี่ยวข้อง เพราะจะพูดเรื่องวิชาการล้วนๆ
และเป็นวิชาการทางวิทยาศาสตร์แบบมีตัวเลขที่ไม่ต้องถกเถียงโต้แย้งกันให้มีปัญหาอื่นตามมาและโยงไปถึงเรื่องทางสังคมซึ่งเป็นผลที่ตามมาจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นั้นๆ
ในช่วงที่มีการประกาศปิดเมืองหรือปิดกรุงเทพฯ หรือ Shutdown Bangkok ในเดือนธันวาคมนั้น ผมถือโอกาสไปไหนมาไหนด้วยจักรยานหลายครั้ง เพราะรถน้อย ถนนค่อนข้างโล่ง จึงขี่จักรยานได้สะดวกและมีความปลอดภัยสูง รวมทั้งรู้สึกได้ว่าอากาศในกรุงเทพฯสะอาดกว่าทุกวัน แต่นั่นก็เป็นแค่ความรู้สึก ผมคิดอยู่ในใจว่าน่าจะมีการเก็บข้อมูลอากาศแบบเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้รู้ว่าอากาศสะอาดช่วงรถน้อยนี้เท็จจริงเป็นอย่างไร โชคดีไปได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาจากหน่วยงานของรัฐชื่อกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ซึ่งได้เก็บตัวอย่างอากาศในช่วงวันที่ 7-14 ธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา และเป็นช่วงปิดเมืองอย่างเข้มข้น ทั้งนี้โดยความอนุเคราะห์ของ ดร.เกศินี อุนะพำนัก และ ดร.โสภา ชินเวชกิจวานิชย์
ผลจากการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 7-8 วันนั้น ฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก (เล็กกว่า 10 ไมครอน หรือ PM10) ซึ่งเป็นฝุ่นจากไอเสียรถยนต์และรถเมล์ใน 4 พื้นที่ คือ สน.โชคชัย ลาดพร้าว, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ปทุมวัน, มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จตุจักร และ ร.ร.นนทรีวิทยา ยานนาวา มีความเข้มข้นหรือปริมาณเฉลี่ยทั้งวัน (24 ชั่วโมง) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าความเข้มข้นก่อนหน้านั้นจะเกินหรือไม่เกินมาตรฐานคุณภาพอากาศ (120 ไมโครกรัม/ลบ.ม.) ก็ตาม (ดูกราฟในรายงานของ คพ.)
สิ่งนี้บอกอะไรแก่เรา
มันบอกอย่างชัดเจนว่า ถ้าเราสามารถทำให้จำนวนรถยนต์บนถนนน้อยลง อากาศในเมืองจะสะอาดขึ้นได้ทันที และจะเดินหรือขี่จักรยานได้ปลอดภัยและสะดวกขึ้น ซึ่งเมื่อเดินและขี่จักรยานได้สะดวกขึ้น คนก็จะมาเดินและใช้จักรยานไปไหนมาไหนในชีวิตประจำวันมากขึ้น และคนจะเห็นภาพความสะดวกของการเดินหรือใช้จักรยานมากขึ้น และหันมาเดินทางด้วยการเดินและใช้จักรยานมากขึ้นไปอีก จำนวนรถยนต์จะน้อยลง อากาศจะสะอาดขึ้น เมืองน่าอยู่ขึ้น
แล้วเรารออะไรอยู่ถึงไม่ทำให้จำนวนรถยนต์บนถนนน้อยลง
ภาคประชาชนหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย โครงการรณรงค์จักรยานกรุงเทพฯ (BBC) สมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย ฯลฯ ได้เห็นข้อดีของมาตรการนี้ และกำลังผลักดันเรื่องนี้อยู่อย่างเข้มแข็ง ในขณะที่ภาครัฐก็ได้เริ่มมาบ้างแล้ว แม้จะไม่เข้มแข็งเท่าและยังไม่ทันใจหลายคนที่อยากออกมาเดินหรือขี่จักรยานในชีวิตประจำวันแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นข้อมูลที่เถียงไม่ได้แบบนี้ ภาครัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด ถ้าอยากให้บ้านเมืองเราน่าอยู่ก็น่าจะหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และจัดสรรงบประมาณมาทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมทันที
พวกเรากลุ่มที่รณรงค์เรื่องนี้กันมาอย่างต่อเนื่องนับเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว หวังอย่างยิ่งว่าวันที่กรุงเทพฯจะเป็นเมืองอากาศสะอาด จะมาถึงได้ในเวลาอันไม่ไกลจากนี้จนเกินไปนัก
ขอฝากความหวังกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานครับ









