ในช่วงสองสัปดาห์นี้มีการพูดถึงหนังสือ สู่จุดจบ! The Coming Collapse of Thailand กันอีกครั้งพร้อมทั้งมีผู้ส่งอีเมล์ไปไต่ถามอย่างต่อเนื่อง
อันที่จริงหนังสือเรื่องนี้พิมพ์ออกมาตั้งแต่ต้นปี 2549 เมื่อพิมพ์ออกมาใหม่ๆ ไม่ค่อยมีใครได้อ่านเพราะหนังสือถูกปิดกั้นซึ่งในตอนนั้นสำนักพิมพ์ไม่ทราบว่าเพราะอะไร (ผู้สงสัยอาจเขียนไปไต่ถามสำนักพิมพ์ได้ที่ [email protected]) ที่นำมาอ้างถึงในวันนี้มิได้มีเจตนาจะโฆษณาขายหนังสือเพราะผู้สนใจอาจดาวน์โหลดได้ฟรีเมื่อพิมพ์ชื่อนี้เขาไปในกูเกิล สันนิษฐานกันว่าเนื่องจากบางส่วนของหนังสือวิจารณ์หัวหน้ารัฐบาลในช่วงนั้น ลิ่วล้อของเขาจึงสั่งปิดกั้นการวางแผง
หนังสือมิได้ยกใครขึ้นมาวิจารณ์เป็นการเฉพาะเจาะจง หากอ่านวิวัฒนาการและเหตุการณ์ในเมืองไทยในกรอบของกระบวนการพัฒนาดังที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ แนวโน้มหลายด้านบ่งชี้ว่าเมืองไทยมุ่งเดินไปในทางที่จะนำไปสู่ความล่มสลายเพราะปัจจัยหลายอย่าง อาทิเช่น การทำลายป่าและสิ่งแวดล้อม การยืมจมูกผู้อื่นหายใจในรูปต่างๆ รวมทั้งตลาด เงินทุนและเทคโนโลยี และการไม่มีจุดยืนอันมั่นคงของตัวเอง นโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาลในช่วงนั้นมักเป็นการเร่งให้การพัฒนาประสบปัญหาหนักหนาสาหัสเร็วขึ้น รวมทั้งนโยบายใหม่ในแนวประชานิยมแบบเลวร้าย ตามด้วยความฉ้อฉลที่เข้มข้นขึ้น
ตั้งแต่วันพิมพ์หนังสือจนกระทั่งวันนี้ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะหยุดยั้งสิ่งต่างๆ ดังกล่าว การต่อต้านรัฐบาลของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนำไปสู่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 แต่รัฐบาลที่ตามมามิได้ทำอะไรแตกต่างไปจากแนวเดิม ต่อมาเกิดการเคลื่อนไหวนำโดย “เสธ. อ้าย” แต่ก็จุดไม่ติด การเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชน (มมปช.) ในปัจจุบันเป็นการจุดติด แต่จะหยุดยั้งกระบวนการเดินเข้าทางแห่งความล่มสลายได้หรือไม่ ยากที่จะหยั่งรู้ในขณะนี้ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสงสัยมีหลายอย่างด้วยกัน
ในเบื้องแรก กลุ่มผู้นำในรัฐบาลรักษาการยังไม่ยอมถอย หากกลุ่มนี้ยังมีอำนาจต่อไป เมืองไทยจะพบ “จุดจบ” แน่นอน นั่นคือ หมดโอกาสจะพัฒนาไปอย่างมั่นคง ตรงข้าม จะเดินเข้าสู่ทางแห่งความล่มสลาย หรืออย่างน้อยก็จะเดินไปแบบล้มลุกคลุกคลานเช่นประเทศละตินอเมริกันหลายประเทศ ทั้งนี้เพราะการกระทำของกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อยอดนโยบายในแนวที่ผ่านมาเสริมด้วยความฉ้อฉลที่เข้มข้นขึ้นไปอีก
ในกรณีที่ฝ่าย มมปช. ชนะก็ใช่ว่าเมืองไทยจะไม่มีโอกาสเดินเข้าสู่จุดจบ ทั้งนี้เพราะการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่อาจไม่เกิดขึ้นตามที่พูดกัน การพูดบนเวทีและในวงเสวนานั้นต่างกับการลงมือทำ คอลัมน์นี้ในปี 2554 จึงพูดถึงปรากฏการณ์ “ฤดูใบไม้ผลิแห่งเมืองอาหรับ” (Arab Spring) ในตอนที่มันกำลังเกิดขึ้นหลายครั้งว่า โอกาสที่ประเทศเหล่านั้นจะเปลี่ยนไปในทางดีแบบทันทีทันใดตามความคาดหวังของผู้ขับไล่รัฐบาลมีน้อยมากเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการเปลี่ยนชฎาบนหัวของตัวละครเท่านั้น ส่วนปัญหาและปัจจัยในด้านฐานรากของสังคมยังคงเดิม ประชาชนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่าเมื่อขับไล่ผู้นำฉ้อฉลออกไปได้ ทุกสิ่งจะเปลี่ยนไปในทางดีแบบทันตาเห็น แต่โลกของความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ในขณะนี้ ประเทศที่เกิด “ฤดูใบไม้ผลิแห่งเมืองอาหรับ” ส่วนใหญ่จึงถอยกลับไปอยู่ในฤดูหนาวเช่นเดิม
หนังสือเรื่อง “สู่จุดจบ !” ได้เน้นย้ำเรื่องกระบวนการต่อต้านรัฐบาลว่า การขับไล่นายกรัฐมนตรีในช่วงที่หนังสือพิมพ์ออกมาจะไม่เกิดผลมากนักหากแนวนโยบายที่เขาใช้และปัจจัยทางด้านฐานรากของสังคมยังคงอยู่ เรารู้แล้วว่าหลังจากเขาถูกขับไล่ออกไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในทางตรงข้ามกับสิ่งที่เขาทำและแนวโน้มที่เป็นมาอย่างมีนัยสำคัญ การทำลายป่าและสิ่งแวดล้อมยังดำเนินต่อไป เช่นเดียวกับการพึ่งจมูกคนอื่นหายใจ ประเทศยังไม่ยึดหลักของการพัฒนาแบบยั่งยืน ซ้ำร้ายความฉ้อฉลยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิมเสียอีก โครงการรับจำนำข้าวคือตัวอย่างเป็นๆ ที่กำลังเห็นกันอยู่
มมปช. เสนอการปฏิรูป 5 ด้านซึ่งจะทำให้เสร็จภายในเวลา 18 เดือน ทุกด้านล้วนสำคัญทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความฉ้อฉล กระบวนการเลือกตั้ง การกระจายอำนาจ หรือเรื่องรัฐตำรวจ นอกจากนั้น ยังมีการเรียกร้องให้ปฏิรูปภาคพลังงานและที่ดินที่กระหึ่มมาจากหลายสายรวมทั้งจากเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทยซึ่งเริ่มเคลื่อนไหวก่อน มมปช. เสียอีก ทั้ง 7 ด้านนี้มีความหินอยู่แล้ว แต่ยังมีเวทีอื่นเสนอให้ปฏิรูปเพิ่มขึ้นอีกหลายด้าน ฉะนั้น จึงขอเรียนว่าอย่าเพิ่งหวังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบทันตาเห็นแม้ มมปช. จะเป็นผู้ชนะก็ตาม
เนื่องจากตอนนี้มีตัวอย่างเป็นๆ ให้เห็นกันอยู่เรื่องปัญหาของชาวนา จึงขอยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเป็นพิเศษ ประวัติศาสตร์และสภาพของภาคการทำนาบ่งชี้ว่าจะต้องปฏิรูปที่ดิน การเคลื่อนไหวของพลังประชาชนในฟิลิปปินส์ที่นำไปสู่การขับไล่เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ในปี 2529 ไม่นำไปสู่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและสังคมเพราะผู้นำไม่ยอมเสียสละที่จะรวมที่ดินจำนวนมากของตนเข้าไปในกรอบการปฏิรูป
หนังสือที่อ้างถึงพาดปกหน้าว่า “...เราเก่งกว่าเขา หรือว่าเราไม่ได้อ่านประวัติศาสตร์” นั่นมิใช่การปรามาสคนไทย หากต้องการจะชี้ให้เห็นความสำคัญของการนำบทเรียนในอดีตมาใช้ในปัจจุบัน การขับไล่รัฐบาลที่ว่ายากนั้นจะเป็นของง่ายเมื่อเทียบกับเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันทำต่อไปอีกนานและจะต้องมีการเสียสละอย่างจริงจังโดยเฉพาะจากชนชั้นผู้นำ วันนี้จะชี้เพียงว่า ความฉ้อฉลและที่ดินของชนชั้นผู้นำจำนวนมากจะเป็นอุปสรรคใหญ่ที่จะทำให้การปฏิรูปล้มเหลวอันจะเป็นการผลักให้เมืองไทยเดินทางไป “สู่จุดจบ!”






