วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Fragile FIVE

ในแต่ละปี เรามักได้ยินศัพท์ที่บัญญัติให้สอดคล้องกับประเด็นร้อน หรือ เพื่อเป็น Theme

เรียกกลุ่มเศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผนลงทุนอยู่เสมอๆ เริ่มจาก TIP (Thailand, Philippines และ Indonesia) เมื่อสิบปีก่อน มายัง BRIC (Brazil, Russia, India และ China) ซึ่งเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวสูง และ CLMV … ..ในปีนี้

แม้จะเพิ่งผ่านพ้นปีใหม่มาได้เพียงเดือนเศษๆ แต่ได้มี Theme ที่ทุกคนพูดถึงกันอย่างแพร่หลายแล้ว นั่นก็คือ “FRAGILE FIVE” (ไม่เกี่ยวข้องกับวง MAROON 5 แต่อย่างใดครับ) “FRAGILE 5” หมายถึง 5 ประเทศที่มีความเสี่ยง หรือแนวโน้มที่สกุลเงินของตนจะอ่อนค่าอย่างรุนแรง คือ อินเดีย, บราซิล, ตุรกี, อินโดนีเซียและ แอฟริกาใต้

ทั้ง 5 ประเทศมีลักษณะเฉพาะคือ มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account deficit) ที่สูงมาก ทั้งในการวัดเป็น USD Billion และ เป็น % to GDP ซึ่งคล้ายกับเหตุที่ประเทศไทยประสบก่อนพ.ศ. 2540หรือปีค.ศ1997 และเป็นสาเหตุที่นำพาประเทศไทยไปสู่วิกฤติค่าเงินในปี 1997 ที่ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed-rate regime) เข้าสู่นโยบายลอยตัวค่าเงิน (Floating Exchange rate)

ในกราฟแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา ดุลการค้า (กราฟสีส้มแกนซ้าย) และดุลบัญชีเดินสะพัด (กราฟสีเขียวแกนซ้าย) ของประเทศไทยอยู่ในแดนลบมาตลอด จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2534 เริ่มติดลบมากขึ้นเรื่อยๆ จนแตะ -7.9% เมื่อเทียบกับ GDP ในปี 2539 (ก่อนวิกฤตการเงินของยุโรป ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศกรีซอยู่ที่ประมาณ -11% ของ GDP) … เกินระดับ -3% ใน Maastricht’s laws ไปอย่างมีนัยเลยทีเดียว อีกประเด็นที่พึงสังเกตคือ ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 นั้น Foreign reserve หรือ เงินสำรองทางการ อยู่ในระดับที่ต่ำมาก (เส้นประสีน้ำเงิน) ประมาณ USD 3-30Bln. เท่านั้น เรียกได้ว่า สกุลเงินบาท (และอื่นๆ ในเอเชีย) ตกเป็นเป้าหมายอันหอมหวานของ Hedge fund ทั้งในมุมที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมาก (imply ว่าค่าเงินควรจะอ่อนค่าลง) และ Foreign reserve ในระดับต่ำ ไม่มากพอที่จะ “ขาย USD spot / ซื้อ บาท” เพื่อประคองให้อยู่ในระดับ 24-25 บาท/USD ได้

Current Account เป็นบัญชีเพื่อชี้วัดสุขภาพ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่าน “ดุลการค้า (Trade account)” และ “ดุลบริการ (Service account)” กล่าวได้ว่า ประเทศที่มี Current Account deficits เปรียบเสมือนประเทศกำลังประสบกับปัญหาเงินไหลออก (Net outflows)

เนื่องจาก Exports มีมูลค่าน้อยกว่า Imports ประเทศนั้นๆ จึงต้องกู้ยืมจากทั่วโลก ในทางกลับกันประเทศที่มีดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวก จะเป็นประเทศที่มีเงินเข้าประเทศและเป็นผู้ให้กู้แก่ประเทศที่เป็น Deficits ประเทศที่มี Current account deficits แย่ลงต่อเนื่อง และเมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP แล้ว ติดลบสูงเกิน -7% แถมยังมี Foreign reserve ต่ำ มักจะตกเป็นเป้าถูกโจมตีค่าเงิน

ราวปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ค่าเงินอาร์เจนตินาเปโซ (Argentine Peso) ได้อ่อนค่าลงกว่า 15% ภายในวันเดียวจาก 6.88 ไปยัง 8.10 ในขณะที่ ค่าเงินลีร์ตุรกี (Turkey Lira) ทยอยปรับตัวจาก 2.16 ลงแตะ 2.32 ภายในเวลา 14วัน

นอกจากจะประสบปัญหาเงินเฟ้อที่ระดับ 10-12% แล้ว อีกประเด็นที่อาร์เจนติน่าประสบมาจากการดำเนินนโยบายทางการคลังที่ผิดพลาดมาตลอด ธนาคารกลางของตุรกีได้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 2 เท่า จาก 4.50% เป็น 10.0% เพื่อแก้ปัญหาค่าเงิน และเม็ดเงินที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาเงินเฟ้อเกิดได้จากหลายสาเหตุ และมักเกิดในกลุ่มประเทศ EM ที่มี exposure กับราคา Commodities ในระดับสูง และกับประเทศที่ดำเนินนโยบายประชานิยม เช่น การยกเพดานค่าแรงขั้นต่ำแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ส่งเสริมการบริโภคแบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ (ไม่ทำให้เกิดการผลิตของโรงงานในประเทศและการจ้างงาน)

ลองนึกดูเล่นๆ นะครับว่า ที่อัตราเงินเฟ้อ 7.0-7.5% ในตุรกี แต่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 4.5% คิดเป็น “Negative” Real interest rate อย่างชัดเจน (ดอกเบี้ย - เงินเฟ้อ = -2.5%) ยังไงๆ ค่าเงินก็ต้องอ่อน ท้ายที่สุดธนาคารกลางก็ต้องขึ้นดอกเบี้ย เพื่อผลด้านอัตราแลกเปลี่ยน และเพื่อสกัดเงินไหลออก เมื่อดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น ดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์สูงขึ้น คนจะชะลอการจับจ่ายลง (คนจะ Save มากกว่า Spend เมื่อดอกเบี้ยสูง) price pressure ก็จะลดลง ค่าเงินก็จะกลับมาเริ่มแข็งค่าขึ้น

แม้สาเหตุที่ทำให้ค่าเงินของประเทศทั้งสอง อ่อนค่ารุนแรงจะแตกต่างกันในบางมุม แต่เหตุการณ์นี้ย่อมเป็นสิ่งเตือนใจให้นักลงทุนทั่วโลกต้องกลับมามอง Emerging Economies ฝั่งเอเชียเสมอ ... โดยข้อมูลอ้างอิงกราฟGoldman Sachs แสดง ดุลบัญชีเดินสะพัด (C/A balance) ของกลุ่มเศรษฐกิจที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกัน 2 กลุ่ม คือ “FRAGILE FIVE” และ “กลุ่ม EM ASIA” กลุ่มแรกที่แสดงด้วยกราฟสีเทา หรือ “FRAGILE FIVE” กำลังประสบกับปัญหา Current Account deficits อย่างรุนแรง จึงตกเป็นเป้าสำหรับ Currency Attack ในขณะที่ อีกกลุ่มซึ่งประกอบด้วย จีน, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, มาเลเซีย, และฟิลิปปินส์ ที่ Goldman Sachs เรียกว่า “C/A Surplus Markets” นั้น เป็นประเทศที่ยังมีสุขภาพดี

ดูเหมือนสถานการณ์ในอาร์เจนติน่าจะแย่กว่า “FRAGILE FIVE” economy หลายเท่านัก เพราะตัวเลขเงินเฟ้อเดือนม.ค.ออกมาที่ +30.8% YoY และระบบเศรษฐกิจเริ่มเผชิญกับสภาวะ Wage / price spiral หรือ การวน loop ของราคาสินค้า และค่าแรง (เงินเฟ้อสูง เ สินค้าแพง เ ผู้บริโภคเรียกร้องเงินเดือนเพิ่ม เ ต้นทุนสินค้าเพิ่มจากเงินเดือนลูกจ้างที่สูงขึ้น เ ….) และแม้ประเทศไทยจะยังห่างไกลจากวิกฤตค่าเงินที่กลุ่มเศรษฐกิจ“FRAGILE FIVE” และอาร์เจนติน่าประสบอยู่ (ฝรั่งเรียก รัฐบาลของอาร์เจนติน่าว่า “Erratic government”)

แต่สถานะการคลังของรัฐบาลไทยเริ่มบักโกรกเพราะการดำเนินนโยบายประชานิยมที่ผิดพลาด สถาบันการเงินเกือบทุกแห่งพร้อมใจกันออกมาปฏิเสธการสนับสนุนเงินกู้แก่โครงการดังกล่าวเพื่อป้องกัน Deposit run (การไถ่ถอนเงินฝาก) พร้อมกับเร่งสำรองสภาพคล่องในรูปของ Bilateral repo และ Private repo ระยะสั้นๆ สิ่งที่หนีไม่พ้นคือ ปัญหาเรื่องจำนำข้าว จะนำไปสู่การบริโภคที่ลดน้อยลง และภาระหนี้ที่สูงขึ้นของประชาชนและของรัฐ

ปัจจัยที่คาดว่าจะมีผลต่อการประชุมกนง.ในเดือนมี.ค. หนีไม่พ้น ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ที่จะประกาศในต้นสัปดาห์หน้า ความกังวลเรื่องค่าเงินบาทจากประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ “FRAGILE FIVE” และการเร่งตัวของหนี้ครัวเรือนหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย การประชุมในครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ต้องถ่วงดุลระหว่าง “Growth” และ “เสถียรภาพของระบบการเงินในประเทศ” ท่ามกลางความผันผวนจาก Fund flows ที่สะท้อนนโยบาย Tapering ของสหรัฐฯ .... เรามั่นใจได้แน่นอนว่ามติกนง.เป็นอิสระและจะเป็นการถ่วงดุลที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศเราครับ