มีคนอ้างคำพูดของ คุณทักษิณ ชินวัตร ล่าสุด ว่า วิกฤติทางการเมืองไทยทุกวันนี้ต้อง จบที่โต๊ะเจรจา
วันก่อน อดีต นายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เครือโพสต์ ว่า การแก้วิกฤติครั้งนี้ต้องมีคนกลางหรือคณะบุคคล หรือองค์กรที่จะเป็น “facilitator” หรือผู้อำนวยความสะดวก เพื่อให้มีการเจรจาหาทางออกจากสภาพทางตันในปัจจุบัน
อดีต รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม พูดในที่สัมมนาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้มี “กระบวนการ” ที่พยายามจะเป็นคนกลางให้ฝ่ายที่ขัดแย้งเจรจากัน
ต่อมาอีกไม่กี่วัน อดีต นายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา เสนอว่าให้คุณวิษณุเป็น “คนกลาง” ในการเจรจา
ข่าวบอกว่า คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ก็บอกว่าพร้อมจะเป็น “คนกลาง” ของการเจรจาหาทางลงให้กับฝ่ายที่ขัดแข้งกันอยู่
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็เคยแสดงท่าทีว่าพร้อมจะเป็นผู้ประสาน ให้กับรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านพูดคุยกันเพื่อหาทางออกร่วมกัน
ในเมื่อมีคนพร้อมจะเป็น “คนกลาง” มากมายหลายฝ่ายเช่นนี้ ไฉนจึงยังไม่มีการเจรจา หรือถ้ามีการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการในทางลับ ทำไมจึงยังไม่มีวี่แววว่าจะมีการตกลงได้?
หากคุณทักษิณ พูดจริงว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนาน และกำลังทำลายประเทศชาติขณะนี้ต้อง “จบที่โต๊ะเจรจา” เรายังไม่เห็นท่าทีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่จะเข้าสู่โหมดของการเจรจา และเราก็ยังไม่เห็นว่าฝ่าย กปปส. จะมีท่าทียอมเข้าสู่การพูดจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน
แสดงว่าต่างฝ่ายต่างยังไม่มีความไว้วางใจกันและกัน และต่างฝ่ายต่างยังคิดว่าอำนาจต่อรองของตนสูงกว่า ประเทศไทยจึงกลายเป็นตัวประกันของความขัดแย้ง ที่ไม่มีฝ่ายใดยอมเสียสละ เพื่อให้เกิดการเจรจาอย่างแท้จริง
มีคนถามว่าประเทศไทยวันนี้ ยังมี “คนกลาง” จริงหรือไม่?
คำตอบของผม ก็คือ หากต่างฝ่ายต่างมีเงื่อนไขสุดโต่ง และขีดเส้นแบ่งจุดยืนของตนตัดขาดจากอีกฝ่ายหนึ่ง ก็จะไม่มีใครสามารถทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” ได้ เพราะว่าต่างฝ่ายต่างต้องการคนที่ตนเห็นชอบเป็น “คนกลาง” ซึ่งลงท้ายก็จะไม่มีใคร มี “คุณสมบัติ” ที่ทั้งสองฝ่ายจะถือว่าเป็น “คนกลาง” ได้
ดังนั้น คำว่า “คนกลาง” จึงต้องนิยามใหม่ว่าไม่ใช่คนที่ทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นคนที่ฝ่ายตนพูดกันรู้เรื่อง แต่จะต้องเข้าใจว่าในกระบวนการเจรจาเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งนั้น ต้องไม่ใช่การหา “คนกลาง” ในนิยามเช่นนั้น หากแต่ต้องเป็น “ผู้อำนวยการประสานงาน” เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเงื่อนไขและต่อรองหาทางออกที่คู่กรณีหลักทั้งสองฝ่ายยอมรับได้
ผู้ทำหน้าที่ facilitator ไม่จำเป็นต้องเป็น “บุคคลคนเดียว” เพราะว่าบรรยากาศทางการเมืองในสังคมไทยวันนี้ มีแต่ความระแวงสงสัยและป้ายสีกัน จนหา “คนกลาง” ในความหมายนั้นไม่ได้
แต่ผู้ “อำนวยความสะดวก” ให้ทั้งสองฝ่าย อาจเป็นกลุ่มบุคคลจากหลายสาขาอาชีพ หรือเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เป็น facilitator ไม่มีผลประโยชน์ และไม่มีอคติต่อคู่กรณี และสามารถจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อสาธารณชนได้
การที่จะให้ “จบที่โต๊ะเจรจา” ก่อนอื่นต้องมีการตกลงในหลักการก่อนว่า ทุกฝ่ายพร้อมจะเจรจา และนำเอาประเด็นที่เห็นพ้องต้องกันก่อน เช่น ทุกฝ่ายขณะนี้ยืนยันว่าบ้านเมืองต้องปฏิรูป นี่คือหัวข้อการเจรจาที่จะต้องเริ่มต้น
หากการเจรจาเริ่มที่การปฏิรูป และเห็นพ้องว่าการปฏิรูปจะต้องเป็นเรื่องของคนไทยทั่วประเทศ ไม่เฉพาะแต่คนที่เป็นรัฐบาลขณะนี้ หรือฝ่ายต่อต้านที่เรียกร้องการปฏิรูป ข้อตกลงหลักๆ ในการเดินหน้าปฏิรูปของทั้งสองฝ่าย ไม่ควรจะยากเย็นอะไร
เมื่อตกลงในหลักและกรอบเวลาการปฏิรูปได้แล้ว กระบวนการ “บริหารบ้านเมืองเฉพาะกาล” ก็น่าจะเป็นประเด็นต่อมา ซึ่งอาจจะยากกว่าเรื่องปฏิรูป แต่ควรจะเป็นก้าวที่สองในการหาข้อสรุป เพื่อนำไปสู่การหาทางออกร่วมกัน
แน่นอนว่า เมื่อเริ่มการเจรจา ทั้งสองฝ่ายต้องระงับการข่มขู่คุกคาม และการกระทำใดๆ ที่จะทำลายบรรยากาศของการเจรจา
ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ “ใครจะเป็นคนกลาง” แต่อยู่ที่ว่าทั้งสองฝ่ายต้องยอมรับว่า การจะบรรลุเป้าหมายที่ท่านทั้งหลายประกาศกับประชาชนนั้น ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยท่าทีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมี “กระบวนการ” ที่เริ่มต้นด้วยหลักการที่เห็นพ้องกันได้ เพื่อนำไปสู่การหาทางออกในประเด็นที่ยังไม่เห็นพ้องต้องกัน
หากทั้งสองฝ่าย เห็นสัจธรรม ว่า ไม่มีสงครามใดไม่จบที่การเจรจา กระบวนการ “อำนวยความสะดวก” เพื่อเริ่มต้นกระบวนการเจรจา ย่อมจะเกิดขึ้นได้...ทันที






