วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โอกาสที่หลุดลอย

เรื่องหนึ่งที่ผมย้ำใน “ไอทีไร้พรมแดน” มาโดยตลอดก็คือความไม่แน่นอนที่จะอยู่คู่กับเราไปอีกนานแสนนาน

เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เกิดจากตัวแปรที่เพิ่มขึ้นมากมายเพื่อรองรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและการเมืองที่ซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน

โดยเฉพาะทุกวันนี้ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความผันผวนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลายๆ อุตสาหกรรมต้องเจอการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครเดาทิศทางข้างหน้าได้เลย ทั้งนักธุรกิจ นักวิชาการ จนเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนอยู่ในภาวะ “ไม่รู้” ว่าจะเจออะไรและต้องรับมืออย่างไรโดยเฉพาะในบ้านเรา

หันมามองที่การเปลี่ยนแปลงปีนี้ เริ่มจากในประเทศไทยที่การเมืองดูจะไม่ลงตัวจนไม่รู้ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะได้รับการยอมรับหรือไม่ และปีนี้อีกหลายๆ ประเทศก็จะมีเลือกตั้งใหญ่พร้อมกันเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าการเลือกตั้งแต่ละครั้งก็มักจะก่อให้เกิดความวุ่นวายและความไม่แน่นอนขึ้นในประเทศนั้นๆ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง

ยิ่งตัวแปรด้านเศรษฐกิจในระดับมหภาคเราก็จะพบการหมุนเวียนของกระแสเงินลงทุนที่ไหลกลับไปสู่อเมริกาและยุโรป สืบเนื่องมาจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในอดีตทำให้มีเงินทุนจาก 2 ทวีปนี้ไหลเข้ามาสู่เอเชียมากเป็นพิเศษ เมื่อยุโรปและอเมริกาเริ่มมีสัญญาณบวกจึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่เงินลงทุนจากเอเชียก็จะไหลกลับไปเหมือนเช่นเดิมทุกครั้ง

เสถียรภาพของยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาและยุโรปนั้นถือเป็นบวกต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ถึงจะมีเงินลงทุนถูกดึงกลับไปบ้างก็ตาม แต่ปัญหาเศรษฐกิจของอเมริกานั้นน่าห่วงกว่าตรงที่ไม่มีใครบอกได้ว่าตอนนี้อเมริกาฟื้นจากภาวะวิกฤติจนปลอดภัยแล้วหรือไม่ เหมือนกับคนไข้ที่อาการดีขึ้นแต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะทรุดลงไปอีกใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าหรือไม่

ย้อนกลับมาที่บ้านเราอีกครั้ง จากภาวะวิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้นมายาวนานกว่า 100 วันอาจทำให้หลายๆ คนรู้สึกชาชิน แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็อยากให้ภาวะนี้สิ้นสุดลงเสียที เพราะยิ่งนานวันไปความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็ยิ่งหดหาย และภาคค้าปลีกก็จะยิ่งได้รับผลกระทบ

ตัวเลขจากภาคค้าปลีกเป็นตัวบ่งชี้สถานการณ์เศรษฐกิจในวันนี้ว่าเป็นอย่างไร เพราะเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ต่างๆ รอบตัว เพราะหากสบายใจก็พร้อมจะใช้เงิน แต่ถ้าไม่มั่นใจก็ย่อมจะไม่อยากใช้เงิน

ดัชนีดังกล่าวตกต่ำลงมาโดยตลอดตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2556 และต่อเนื่องมาถึงต้นไตรมาสแรกของปี 2557 โดยดัชนีติดลบเกือบทุกอุตสาหกรรม สอดคล้องกับตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งต้องทบทวนการปล่อยหนี้ใหม่อย่างน้อย 20-40% ของลูกค้าที่เคยอนุมัติให้สินเชื่อไปแล้ว

นี่คือสภาพแวดล้อมที่สะท้อนถึงภาพรวมของประเทศอย่างแท้จริง โดยมีตัวแปรสำคัญคือวิกฤติการเมืองที่ส่งผลกระทบมาถึงคนไทยทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเราก็ยังไม่รู้ว่าจะมีทางออกอย่างไร จึงกลายเป็นฝันร้ายของคนไทยทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบการชุมนุม จะชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลชุดนี้ก็ตาม ก็ไม่สำคัญเท่าความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในฐานะคนไทยที่จะพาให้ประเทศพ้นวิกฤติไปได้

ท้ายที่สุดแล้วหากประเทศเรามั่นคง เศรษฐกิจกลับมาเดินได้อย่างที่ควรจะเป็น คนไทยทุกคนก็ย่อมได้รับโอกาสที่ดีขึ้นเท่าๆ กัน แต่หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม ผลร้ายก็ย่อมตกถึงพวกเราอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง รวมถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ มากมายที่กำลังจะเกิดขึ้นแต่เรากำลังจะปล่อยให้มันหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย