ได้ยิน ได้ฟัง และได้เห็นคำชี้แจงของรัฐบาล ผ่านการสื่อสารรูปแบบต่างๆ ในเรื่อง จำนำข้าว แล้วรู้สึกอนาถใจ
ที่รัฐบาลยังกล้าโทษคนอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน หรือ กปปส.ว่าเป็นต้นเหตุทำให้ไม่มีเงินจ่ายชาวนา
ทั้งๆ ที่มีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลติดหนี้ชาวนามาก่อนเจอวิกฤติต่อต้าน “นิรโทษสุดซอย” เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้วด้วยซ้ำ
จริงๆ เรื่องจำนำข้าวต้องแยกแยะให้ดี ไม่อย่างนั้นจะหลงประเด็น เพราะกรณีไม่มีเงินจ่ายชาวนาก็เป็นปัญหาหนึ่ง กรณีความล้มเหลวของโครงการก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง เหตุนี้จึงไม่ใช่ว่าวันหนึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยหาเงินมาจ่ายชาวนาได้ ก็จะเป็นหลักประกันให้เดินหน้าโครงการต่อไป ทั้งๆ ที่มันเหลวไหลเละเทะเสียขนาดนี้
ย้อนไปอ่านจดหมายของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ส่งหนังสือเตือนรัฐบาลหลายฉบับ และฉบับล่าสุดลงตีพิมพ์ในหน้า 1 กรุงเทพธุรกิจวันอาทิตย์ ก็จะทราบดี
ผมเพิ่งได้พูดคุยสัมภาษณ์ท่านอาจารย์ เฉลิมชัย วสีนนท์ อดีตตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด อดีตกรรมการกฤษฎีกา และอดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงการคลัง เป็นการพูดคุยเพิ่มเติมจากที่ได้สัมภาษณ์ท่านลงตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจเมื่อสัปดาห์ก่อน
ประเด็นที่ได้พูดคุยกันเพิ่มเติม ก็คือ เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181(3) ที่ห้ามรัฐบาลรักษาการดำเนินโครงการหรืออนุมัติงานที่เป็นผลผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ท่ามกลางกระแสที่รัฐบาลรักษาการของพรรคเพื่อไทยกำลังหาช่องกู้เงินเพื่อนำไปจ่ายให้ชาวนาอยู่ในขณะนี้
อาจารย์เฉลิมชัย อธิบายว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 181(3) เจตนารมณ์อยู่ที่ผลของการกระทำ สาระสำคัญ คือ ไม่กระทำการที่จะมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป จุดเน้นคือ “ความผูกพัน” และ “รัฐบาลชุดต่อไป” ฉะนั้นข้อพิจารณาว่าทำได้หรือทำไม่ได้ต้องดูที่ “ผล” ไม่ใช่ดูที่เหตุแห่งการเกิดผลอันนั้น
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่ารัฐบาลจะทำนิติกรรมกับใคร กู้ธนาคารรัฐหรือเอกชนไหน มีสาเหตุจากอะไร เช่น พรรคหาเสียงเอาไว้ หรือเคยตั้งงบประมาณไว้แล้ว หรือ ครม.อนุมัติไว้ก่อนอย่างที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาพยายามตีความ ก็ไม่เกี่ยวทั้งสิ้น
เช่นเดียวกับเรื่อง “วิธีการ” ไม่ว่าจะออกสัญญากู้ ออกพันธบัตร ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะกฎหมายให้ดูที่ “ผล” ว่าผูกพันรัฐบาลชุดต่อไปหรือไม่
ฉะนั้นการที่มีแนวคิดจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับจำนำใบประทวน ก็เป็นผลผูกพันรัฐบาลชุดต่อไป และกฎหมายไม่ได้บอกว่าเป็นรัฐบาลพรรคไหน สมมติรัฐบาลชุดต่อไปเป็นพรรคเดิม ก็มีผลผูกพันไม่ได้
อาจารย์เฉลิมชัย บอกว่า ทางออก ณ ขณะนี้จึงมีทางเดียวคือรีบขาย แต่ปัญหาคือข้าวเน่าไปเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ เนื่องจากเป็นสินค้าเสื่อมสภาพ ปัญหาที่จะตามมาคือขายได้ราคาเท่าไร ยิ่งได้ราคาต่ำก็ยิ่งขาดทุน เพราะโครงการนี้ขาดทุนในตัว ราคาในต่างประเทศตันละไม่ถึง 300 เหรียญ แต่ของเราต้นทุนจริงๆ อยู่ที่ 2.4 หมื่นบาท เพราะข้าวเปลือก 1 ตัน สีเป็นข้าวสารได้แค่ 600 กิโลกรัม
ตัวเลขขาดทุนรัฐบาลไม่ยอมบอก อ้างว่ายังไม่รู้ขาดทุนเท่าไร เหมือนเล่นหุ้น ราคาหุ้น 100 บาท ลดลงเหลือ 50 บาท ก็อ้างว่าเมื่อยังไม่ขายจึงยังไม่ขาดทุน พูดอย่างนี้มันเพ้อฝัน ไม่ใช่ความจริง
ที่สำคัญหนี้ที่ค้างไว้กับชาวนา มีมาก่อนตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ครั้นจะไปโทษคนอื่นแบบนี้มันไม่ถูกต้อง ทำให้คนสับสน ก
เป็นเสียงจากบุคคลระดับครูบาอาจารย์ของบ้านเมือง และเป็นอีกเสียงหนึ่งที่คัดค้านโครงการรับจำนำข้าว ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย









