จากการติดตามข่าวสารในสื่อต่างๆ นั้น เราจะพบว่า ชุมนุมทางการเมืองได้กลายเป็นปรากฏการณ์ปกติอันหนึ่ง ได้ส่งผลให้เกิดวิกฤติการเมือง
และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในหลายประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทย การชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลที่มีความตึงเครียดมาตั้งแต่ปลายปี 2556 จนกลายเป็นวิกฤติการเมืองต่อเนื่อง จนถึง แบงก์ค็อกชัดดาวน์ (Bangkok Shutdown) เริ่มเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2557 นั้น ได้ส่งผลกระทบ ต่อธุรกิจในวงกว้าง และยังไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าวิกฤติครั้งนี้จะยุติลงอย่างไรและเมื่อใด หากวิกฤติครั้งนี้ ยืดเยื้อและส่อว่าจะมีการใช้ความรุนแรง บริษัทต่างๆ จะประสบกับความยากลำบากทั้งในแง่ของการดำเนิน งานและการบริหารเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับผู้ถือหุ้น
ลูกค้าต่างชาติของดีลอยท์มองว่า วิกฤติการเมืองไทยครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในหลายด้าน อาทิ ระบบโลจิสติกส์และซับพลายเชนเกิดการสะดุด รายได้จากการดำเนินธุรกิจหดตัว บริษัทบางแห่งหยุดดำเนิน ธุรกิจชั่วคราว ทั้งนี้ ธุรกิจการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง นักท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนมาก ยกเลิกการเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย และยกเลิกการจองห้องพักในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ในส่วนของธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์และธุรกิจก่อสร้างได้รับผลกระทบ คือ ยอดขายที่อยู่อาศัยชะลอตัว และโครงการก่อสร้าง เกิดความล่าช้า สำหรับบริษัทญี่ปุ่น ที่ประกอบธุรกิจบริการด้านการเงินและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มีความ วิตกกังวลว่าถ้าวิกฤติการเมืองครั้งนี้ยืดเยื้อจะกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นอย่างมาก และการลงทุน ในโครงการใหม่ๆ จะชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม สำหรับบริษัทที่ได้เตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤติด้านต่างๆ เป็นอย่างดี มีแนวโน้มที่จะ สามารถลดผลกระทบจากวิกฤติการเมืองครั้งนี้ได้ดี และยังอาจแปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสได้อีกด้วย กล่าวอีก นัยหนึ่ง ความสามารถในการตอบสนองและฟื้นตัวจากวิกฤติการเมืองได้อย่างรวดเร็วถือเป็นหนึ่งในปัจจัย แห่งความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ดังนั้น บริษัทควรจะพัฒนาแนวทางรับมือภาวะวิกฤติ (Business Continuity Management) ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และมีแผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง (Business Continuity Plan) เพื่อพร้อมรับวิกฤติการเมืองและวิกฤติด้านอื่นๆ นอกจากนี้แล้ว ผู้บริหาร ระดับสูงต้องแสดงความเป็นผู้นำและจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นต่างๆ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถแก้ไขปัญหา ในภาวะวิกฤติได้อย่างทันท่วงที
จากการที่มีผู้ชุมนุมยังคงปักหลักชุมนุมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง และอาจสุ่มเสี่ยงที่จะ เกิดความรุนแรงได้ทุกขณะ บริษัทห้างร้านต่างๆ ควรเตรียมกลยุทธ์รับมือภาวะวิกฤติและแผนการดำเนินธุรกิจ ต่อเนื่องให้พร้อมเสมอ โดยในระยะ 1-2 เดือนนี้ ผู้บริหารระดับสูงควรให้ความสำคัญกับ
๐ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยมีแผนการทำงานของพนักงานในภาวะวิกฤติ เพื่อไม่ให้การบริการ ลูกค้าเกิดการชะงัก
๐ การบริหารเงินสดและสภาพคล่อง เพื่อรักษาระดับเงินสดและสภาพคล่อง และความสามารถ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการดำเนินธุรกิจ
๐ การปรับราคาสินค้า/บริการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม และที่พักอาศัยที่ได้รับ ผลกระทบจากการชุมนุม เพื่อรักษาฐานลูกค้าและประคับประคองรายได้ให้อยู่ในระดับที่อยู่รอดได้
๐ การลดต้นทุนดำเนินงาน โดยบริษัทควรมีนโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่นและสามารถรักษาธุรกิจ กับลูกค้าไปพร้อมๆ กัน เช่น การให้พนักงานสามารถทำงานจากที่พักอาศัย การประชุมผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
๐ การเคลมประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (Business Interruption Claim หรือ BIC) ในกรณีที่บริษัททำประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักไว้แล้ว บริษัทต้องตรวจสอบว่าสัญญาจะชดเชยค่า เสียหายอันเนื่องมาจากธุรกิจหยุดชะงักในกรณีใดบ้าง และต้องเข้าใจขั้นตอนการเคลมประกันภัย ครั้งนี้ ซึ่งอาจแตกต่างจากการเคลมประกันภัยหลังจากวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554
๐ การปรับแผนการขายและแผนปฏิบัติการ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์และสามารถจัดสรรทรัพยากร เพื่อสนับสนุนงานขายและปฏิบัติการได้อย่างเหมาะสม
๐ การปรับลดประมาณการผลกำไร คณะผู้บริหารระดับสูงต้องพิจารณาทบทวนเป้าหมายทางการเงิน และปรับประมาณการผลกำไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น
กรณีที่วิกฤติการเมืองไทยเกิดยืดเยื้อถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2557 บริษัทต่างๆ ควรเตรียมแนวทางรับมือวิกฤติ และแผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อสร้างระบบการทำงานใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ทางธุรกิจที่ไม่ปกติ ตัวอย่างของแผนงานในระยะยาว เช่น การรักษาฐานลูกค้า ปรับนโยบายจัดซื้อจัดจ้าง /เจ้าหนี้การค้า ปรับห่วงโซ่อุปทาน ปรับโครงสร้างเงินทุนของกิจการ พิจารณาความเป็นไปได้ในการซื้อ และควบรวมกิจการ ปรับโครงสร้างองค์กร การสื่อสารแนวทางและแผนการรับมือวิกฤติให้ผู้ถือหุ้นรับทราบ (บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ควรให้ความสำคัญ) เป็นต้น
ถึงแม้ว่าบริษัทได้สร้างแนวทางรับมือวิกฤติและมีแผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง และได้ทำประกันภัยธุรกิจ หยุดชะงักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรายังคงต้องพิจารณาประเด็นคำถามที่ท้าทาย ดังนี้
๐ ผู้บริหารระดับสูงได้กำหนดแนวทางกำกับดูแลกิจการในกรณีที่เกิดวิกฤติการเมืองและวิกฤติอื่นๆ อย่างชัดเจนหรือไม่
๐ ผู้บริหารระดับสูงได้กำหนดให้พนักงานทุกคนซ้อมแผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องอยู่เป็นประจำหรือไม่
๐ ผู้บริหารระดับสูงจัดสรรทรัพยากรและเงินลงทุนเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์รับมือวิกฤติและแผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องอย่างเพียงพอหรือไม่
กล่าวได้ว่า ประเด็นเหล่านี้สะท้อนถึงคุณภาพและขีดความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์วิกฤติต่างๆ ของบริษัทในภาพรวม
โดยสรุป ผู้บริหารระดับสูงต้องกำหนดแนวทางรับมือภาวะวิกฤติทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และต้องมี แผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องที่มีส่วนช่วยให้บริษัทสามารถจัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานที่มี ความสำคัญต่อการอยู่รอดของบริษัท เพื่อประคับประคองธุรกิจและรักษาผลประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นในภาวะ วิกฤติ การเมืองไทยครั้งนี้






