วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) ของอียู

เป็นที่ทราบกันดีว่าสหภาพยุโรป หรือ อียู ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม จึงมีกฎระเบียบที่เป็นมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี

หรือ Non tariff measures (NTMs) อยู่มากมาย และหากทำความเข้าใจกับมาตรการเหล่านี้ให้ดีก็จะเห็นได้ว่า มาตรการส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนปัจจัยด้านสังคมหรือสิ่งแวดล้อม และหากมองดูผิวเผินบางครั้งก็อาจดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้า แต่ปัจจัยด้านสังคมเหล่านี้ ปัจจุบันได้กลายเป็นมาตรการ NTMs สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างไทยกับอียูเป็นอย่างมาก

ปัจจัยด้านสังคมประเด็นแรกที่เป็นพื้นฐานสำคัญของมาตรการ NTMs ของอียูคือ เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประเด็นในมิติสังคมที่อียูให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าบริโภคที่ถูกต้องและเที่ยงตรง ไม่ว่าจะเป็น รายละเอียดด้านคุณค่าโภชนาการ แหล่งประเทศที่มาของสินค้า หรือ การระบุสารที่อาจก่อให้เกิดการแพ้ จึงไม่แปลกที่อียูจะค่อนข้างเข้มงวดกับเรื่องการติดฉลากสินค้า โดยกฎระเบียบอียูว่าด้วยเรื่องดังกล่าวมีรายละเอียดอยู่มากและมีการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับอยู่ตลอดเวลา เพื่อสามารถตอบโจทย์ความต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของผู้บริโภคในอียูให้มากที่สุด กฎระเบียบในเรื่องดังกล่าวของอียูจึงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในวงกว้าง เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารรายใหญ่รายหนึ่งไปยังตลาดอียู

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านสุขอนามัยอาหารของอียู ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกอียูจับตามองเป็นพิเศษในเรื่องปัญหาสุขอนามัยพืช โดยเฉพาะปัญหาการปนเปื้อนศัตรูพืชในสินค้าผักของไทย 5 กลุ่ม 16 ชนิด รวมทั้งในผลไม้ส่งออกของไทย 3 รายการ ได้แก่ มะม่วง ฝรั่งและชมพู่ ซึ่งอียูได้กำหนดมาตรการเข้มงวด โดยอนุโลมให้ตรวจพบศัตรูพืชปนเปื้อนในผักและผลไม้กลุ่มดังกล่าวจากไทยเพียงแค่ 5 ครั้งในรอบ 12 เดือน จากนั้นจะพิจารณามาตรการจำกัดการนำเข้าผักและผลไม้ดังกล่าวจากไทย ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจึงต้องกำหนดมาตรการตรวจเข้มและคัดเลือกโรงคัดบรรจุสินค้าที่ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานเทียบเท่ากับของอียู เพื่อช่วยคัดกรองสินค้าผักและผลไม้ดังกล่าวอย่างเข้มงวดก่อนอนุญาตให้ส่งออกไปยังตลาดอียูได้

อีกประเด็นหนึ่งที่อียูเข้มงวดคือ เรื่องสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare) ที่จะถูกนำไปฆ่าเพื่อไปทำเป็นอาหาร โดยอียูออกข้อบังคับที่มีรายละเอียดและข้อจำกัดมากมาย และครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยงและโรงเลี้ยง สภาพความเป็นอยู่ อาหาร กรรมวิธีก่อนและขณะเชือด เป็นต้น ทั้งนี้ เป็นที่น่ายินดีว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ปรากฏปัญหาในเรื่องดังกล่าว ทำให้เข้าใจได้ว่าไทยสามารถปฏิบัติตามข้อบังคับและมาตรการดังกล่าวของอียูในระดับที่น่าพอใจและสอดคล้องตามข้อบังคับที่อียูกำหนด เห็นได้ว่าผลการตรวจสอบสภาพและมาตรฐานในการรักษาคุณภาพของโรงงานต่างๆ ในประเทศไทยประจำปี 2556 โดย Food and Veterinary Office - FVO(1)ยังเป็นที่น่าพอใจของอียู

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมไปถึงการลดสภาวะโลกร้อน การประหยัดพลังงานหรือการใช้พลังงานทดแทน เป็นอีกมิติหนึ่งที่อียูให้ความสำคัญและพยายามนำมาเชื่อมโยงกับนโยบายด้านอื่นๆ รวมทั้งนโยบายด้านการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามของอียูในการลดและจำกัดสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยกฎระเบียบ อาทิ มาตรการจำกัดสารเคมีอันตรายในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Restricted of Hazardous Substances Directive - RoHS) และมาตรการจดทะเบียน ประเมิน รับรอง อนุญาต และจำกัดการใช้สารเคมีที่ผลิตหรือนำเข้ามาในอียู (Registration, Evaluation, Authorization and Restriction of Chemicals - REACH) ทั้งนี้ กฎระเบียบดังกล่าวมีผลต่อภาคอุตสาหกรรมของไทยในการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของไทยไปอียู โดยผู้ประกอบการไทยจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของอียูเพื่อยืนยันถึงการมีความรับผิดชอบในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้สารเคมีที่มีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของภาคการประมง อียูก็ใช้หลักการเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นพื้นฐานในการออกกฎระเบียบทางการค้าในปัจจุบัน ที่เห็นชัดและกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยคือกฎระเบียบอียูว่าด้วยการป้องกัน ยับยั้งและขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing หรือ IUU Fishing) ซึ่งได้กำหนดให้สินค้าประมงของไทยต้องมีใบรับรอง Catch Certificate ว่าการจับสัตว์น้ำดังกล่าวได้กระทำถูกต้องตามกฎระเบียบเกี่ยวกับการไม่ทำลายสภาพแวดล้อม เช่น ไม่ทำการจับสัตว์น้ำ หรือ ทำการประมงในพื้นที่อนุรักษ์

เมื่อเดือนมีนาคม 2556 อียูได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการค้าไม้ในอียู (EU Timber Regulation - EUTR) ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าไม้ในอียูห้ามนำเข้าไม้ที่ผิดกฎหมายจากประเทศที่สาม โดยอาศัยการจัดตั้งระบบการตรวจสอบและประเมินกระบวนการผลิตสินค้าไม้ในประเทศคู่ค้าว่าถูกต้องตามกฎหมายของทั้งอียูและกฎหมายของประเทศที่สามนั้นๆ หรือไม่ มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ผู้ส่งออกสินค้าไม้ของไทยต้องมีความรอบคอบในการแสดงแหล่งที่มาของไม้ว่าไม่ใช่ไม้ผิดกฎหมาย รวมไปถึงต้องมีระบบการจัดเก็บที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ก่อนส่งออกไม้ไปยังอียู

นอกจากนี้ มาตรการของอียูที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาสิ่งแวดล้อมยังครอบคลุมถึงเรื่อง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำลายชั้นบรรยากาศโดยภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งได้ขยายไปถึงภาคการขนส่งทางอากาศ ที่ผ่านมา อียูกำหนดให้สายการบินของอียูและสายการบินของประเทศที่สามที่บินผ่านน่านฟ้าอียูจักต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ มาตรการสำคัญของอียูในเรื่องนี้คือ ระบบ EU Emission Trading Scheme หรือ EU ETS ซึ่งเป็นมาตรการฝ่ายเดียว อิงหลักการสำคัญ อาทิ การกำหนดเพดาน และการจัดสรรโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปีโดยคณะกรรมาธิการยุโรป การเปิดประมูลเพื่อซื้อขายโควตาการปล่อยก๊าซ รวมถึงการเสียค่าปรับหากมีการปล่อยก๊าซเกินโควตาที่ได้รับจัดสรร เป็นต้น

มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีของอียูที่สำคัญอีกมาตรการหนึ่ง คือ สิทธิพิเศษทางศุลกากร (Generalized System of preferences หรือ GSP) ซึ่งเป็นมาตรการให้สิทธิพิเศษทางภาษีตามความสมัครใจฝ่ายเดียวของอียู เพื่อหวังช่วยส่งเสริมการพัฒนา และการลดช่องว่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาในมิติการค้าระหว่างประเทศ โดยอียูจะให้สิทธิ GSP แก่สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศกำลังพัฒนา โดยการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีนำเข้าแก่สินค้าในข่ายได้รับสิทธิ นอกจากนี้แล้วยังมี GSP+ หรือ สิทธิพิเศษภายใต้มาตรการจูงใจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและธรรมาภิบาล (Special Incentive Arrangement for Sustainable Development and Good Governance) ที่ได้เชื่อมโยงการให้สิทธิกับประเทศที่สามกับเงื่อนไขด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น การลดภาษีนำเข้าให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา โดยเน้นให้ประเทศที่รับสิทธิดังกล่าวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในส่วนของประเทศไทยนั้น ตั้งแต่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป อียูจะเริ่มตัดสิทธิ GSP สินค้าไทยบางรายการ และไทยจะถูกตัดสิทธิ GSP ทุกรายการสินค้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป เนื่องจาก ระบบ GSP ใหม่ของอียูนั้น ได้ยกเลิกการให้สิทธิพิเศษ GSP กับประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางขึ้นไป (Upper- Middle Income) ซึ่งธนาคารโลกได้จัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศดังกล่าวติดต่อกันมา 3 ปีแล้ว

นอกจากนี้ ประเด็นทางสังคมอีกประเด็นหนึ่งที่ควรเฝ้าระวังคือเรื่องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงาน ถึงแม้อียูจะไม่ได้มีการระบุประเด็นดังกล่าวออกมาเป็นมาตรการที่ชัดเจน แต่ที่ผ่านมา อียูให้ความสำคัญต่อกระบวนการผลิตที่เคารพมาตรฐานสากลว่าด้วยเรื่อง การคุ้มครองสิทธิแรงงาน การคุ้มครองสิทธิเด็ก การต่อต้านการค้ามนุษย์ เป็นต้น ซึ่งภาคการประมงของไทยได้ถูกจับตามองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาการใช้แรงงานเด็ก แรงงานผิดกฎหมาย รวมทั้งปัญหาการค้ามนุษย์โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมกุ้งไทย หากมองในแง่ดีแล้ว มาตรการของอียูดังกล่าวอาจเป็นส่วนช่วยกระตุ้นให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของไทยมีความระมัดระวังและรับผิดชอบต่อแรงงาน ทั้งแรงงานชาวไทยและชาวต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมการทำงาน การใช้แรงงาน และการจ่ายค่าตอบแทน ฯลฯ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายแรงงานและภายใต้หลักการสิทธิมนุษยชนสากลต่างๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้อียูสามารถนำประเด็นนี้มาเป็นข้ออ้างในการกีดกันหรือกระทบภาพลักษณ์สินค้าไทยได้

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงบางส่วนของมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีของอียู ซึ่งอียูหวังใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยเสริมสร้างความรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม หากมองในแง่ลบ มาตรการเหล่านี้อาจดูเหมือนการกีดกันทางการค้า แต่ถ้ามองในแง่บวก มาตรการเหล่านี้นับว่ามีพื้นฐานเพื่อยกระดับมาตรฐานทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เมื่อมีความรู้เท่าทันที่มาที่ไปของมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีของอียูแล้ว ภาครัฐและเอกชนไทยสามารถผนึกกำลังกันเพื่อรุกและรับมาตรการของอียู โดยเฉพาะการรุกเพื่อสร้างโอกาสแก่สินค้าและบริการของไทยผ่านประเด็นที่เป็นที่สนใจของอียู การสร้างมาตรฐานของสินค้าไทยให้เทียบเท่ากับมาตรฐานอียู ซึ่งหากทำได้ก็จะเป็นการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสในการส่งเสริม ขยายตลาดการส่งออกไทยไปยังอียูได้เป็นอย่างดี

ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยก็สามารถนำความสนใจของอียูต่อประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาเป็นโอกาสในการเปิดตลาดสินค้าได้ เช่น สินค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic) สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco products) ที่กำลังเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นในหมู่ผู้บริโภคในอียู เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการ และ ความสนใจของตลาด โดยเน้นให้มีจุดขายพิเศษเพื่อส่งเสริมให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดอียูได้มากขึ้น

ท่านสามารถติดตามข้อมูลเชิงลึกของอียูที่มีผลกระทบสำคัญ หรือเป็นโอกาสต่อประเทศไทย ได้ที่ www.thaieurope.net และติดตามรับข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้ที่ Twitter ‘@Thaieuropenews’ และ facebook ‘Thaieurope.net’

**********************************

(1)รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูรายงาน FVO Audit ฉบับ 21 ม.ค. - 1 ก.พ. 2556 ได้ใน เว็บไซต์ DG SANCO http://ec.europa.eu/food/fvo/act_getPDF.cfm?PDF_ID=10399