รัฐบาลรักษาการ ของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะหาแหล่งเงินกู้มาจากไหน เพื่อจ่ายแก่ชาวนาตามโครงการรับจำนำข้าว
ที่เป็นประเด็นร้อนแรงมาตั้งแต่ต้น ผมไม่ทราบ แต่ที่ค่อนข้างแน่นอน คือ ไม่ว่าจะหาทางออกอย่างไร ก็จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมาย
ชาวนามีสิทธิเรียกร้องให้รัฐบาลต้องหาเงินมาจ่าย เพราะนั่นคือคำมั่นสัญญาของผู้ปกครองประเทศ แต่เมื่อผู้บริหารบ้านเมืองไม่คิดอะไรให้รอบคอบ ไม่ฟังเสียงเตือนที่มาจากผู้คนมากมายหลากหลาย มาเป็นเวลาแรมปี รัฐบาลก็จะต้องเผชิญกับผลกรรมของสิ่งที่ตนดันทุรังเดินหน้า ทั้งๆ ที่รู้ว่าเส้นทางตีบตันอย่างยิ่ง
ฝ่ายบริหารและสหภาพแรงงานของธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคาร ธ.ก.ส. ออกมาต่อต้าน การที่ฝ่ายการเมืองจะมากดดันให้ปล่อยกู้ เพราะความเสี่ยงสูง และเป็นการผิดวินัยการบริหารความเสี่ยงสำหรับสถาบันการเงินอย่างยิ่ง
จึงเกิดการเชิญชวนสถาบันการเงิน 34 แห่ง ให้มาประมูลเสนอเงินกู้ให้กับรัฐบาล เริ่มที่สัปดาห์ละ 20,000 ล้านบาท จนครบจำนวน 135,000 ล้านบาท อันเป็นก้อนเงินที่ขาดสำหรับฤดูที่ต้องจ่ายเงินเฉพาะหน้านี้
ผลปรากฏว่า ไม่มีสถาบันการเงินไหนเสนอตัวเข้าแข่งขัน เหตุผลก็คงเข้าใจไม่ยาก ใครเป็นผู้บริหารธนาคารที่ต้องรับผิดชอบต่อเงินฝากของประชาชน ก็จะต้องคิดใคร่ครวญให้รอบคอบกับการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงทางด้านการเมืองสูงเช่นนี้
เพราะว่านโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายประชานิยม มีที่มาที่ไปเป็นการเมือง หากเป็นโครงการของธุรกิจเอกชน ขาดทุนป่นปี้อย่างนี้ ผู้บริหารโครงการถูกไล่ออกไปนานแล้ว และยังต้องรับผิดชอบตามกฎหมายอีกด้วย เพราะมีการเตือนว่าอย่าทำอย่างนี้มาตลอด
แล้วถ้า กระทรวงการคลัง ออกเป็นพันธบัตรเงินกู้ล่ะ? หลายคนบอกว่าธนาคารพาณิชย์และประชาชนทั่วไปคงจะสนใจน้อย เพราะประเมินว่าความเสี่ยงสูง อาจไม่ได้ผลตอบแทนเท่าที่ควร หรืออาจไม่สามารถถอนหน่วยลงทุนได้ เพราะติดขัดประเด็นอำนาจรัฐบาลรักษาการ
ข่าวบอกว่า ถ้าธนาคารไทยไม่เข้าร่วมประมูล เพราะว่าวิตกกังวลในแง่กฎหมาย และผู้ฝากเงินอาจพากันมาถอนเงินฝาก กระทรวงการคลัง ก็จะไปกู้ธนาคารต่างประเทศและธนาคารรัฐแทน
คำถามก็คือว่า ถ้าธนาคารไทยเองเห็นว่ามีความเสี่ยงสูง ผู้บริหารธนาคารต่างประเทศจะคิดว่าธุรกรรมเดียวกันนี้ จะมีความเสี่ยงต่ำหรืออย่างไร ยังน่าสงสัย
คำเตือนเรื่องนี้ มาจากคนที่ทำหน้าที่เป็น “มืออาชีพ” หลายฝ่าย แม้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของราชการ แต่ก็ต้องทำหน้าที่ของตนในการเสนอข้อเท็จจริง ที่นักการเมืองควรทราบ โดยเฉพาะสำหรับ “นักการเมืองรักษาการ...” ที่ต้องสำนึกในความรับผิดชอบของตนต่อเสถียรภาพทางการเงินการทองของประเทศ
สำนักข่าวอิศรา อ้างหนังสือด่วนที่สุด จาก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ลงวันที่ 31 มกราคม 2557 ถึง คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการรัฐมนตรีคลัง เรื่องการจัดหาแหล่งเงินกู้ เพื่อมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ตอนหนึ่งว่า
“สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีความห่วงใยต่อการดำเนินการใดๆ ของรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีปัญหาการจ่ายเงินรับจำนำข้าวดังกล่าวข้างต้น พิจารณาแล้ว มีความเห็นว่าการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือก (นาปี) ปีการผลิต 2556/57 จากแหล่งใดๆ ก็ตาม จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไม่ขัดหรือแย้งต่อบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินงานที่กำหนดไว้อย่างถูกต้อง โดยเคร่งครัดและรอบคอบ เพราะหากว่าการดำเนินการดังกล่าวเข้าสู่การวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแล้ว ปรากฏว่าการดำเนินการไม่ถูกต้อง ผู้อนุมัติและผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น....”
ก่อนหน้านี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ มีหนังสือทางการถึงคุณกิตติรัตน์ เตือนว่าการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2557 สำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือก อาจจะถูกวินิจฉัยชี้ขาดโดยองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญฯ ต่อไปได้ ว่าการดำเนินการดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 181 (3) หรืออาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้
แต่ คุณกิตติรัตน์ ก็ยืนยันด้วยลายลักษณ์อักษร ว่า
“การที่ กกต. ระบุว่า การดำเนินการตามมติ ครม. วันที่ 21 มกราคม 2557 ไม่เข้าข่ายการใช้จ่ายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (1), (2) และ (4) และ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าการดำเนินการตามมติ ครม. ดังกล่าว ไม่ขัดต่อมาตรา 181 (3) ของรัฐธรรมนูญ ในขณะที่กระทรวงการคลังมีภารกิจที่ต้องดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2556 และ วันที่ 21 มกราคม 2557 จึงยืนยันให้ดำเนินการตามมติ ครม. วันที่ 21 มกราคม 2557 ต่อไป...”
เมื่อ รัฐบาลรักษาการ ประกาศ “ลุย” เรื่องนี้ อย่างนี้แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นก็คงรู้กัน...ในไม่ช้า









