ผ่านไปอย่างทุลักทุเล สำหรับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ..ความชัดเจนอย่างหนึ่งที่ได้จากการเลือกตั้งในครั้งนี้
คือ กว่าประเทศไทยจะมี “รัฐบาล” ใหม่ได้คงอีกนาน (มาก) ดังนั้นความหวังที่ว่าเราจะมีรัฐบาลใหม่ภายในครึ่งแรกของปีนี้ คิดว่าประตูทุกบานน่าจะปิดตายไปเรียบร้อยแล้ว
เวลานี้สิ่งที่ต้องกลับมานั่งขบคิดกัน คือ ประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่ภายในปีนี้ได้หรือไม่ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาการเมืองในขณะนี้ กำลังทำลายความเข้มแข็ง สร้างความเปราะบางให้กับเศรษฐกิจไทยมากขึ้นเรื่อยๆ และแน่นอนว่า เมื่อเราไม่สามารถมีรัฐบาลชุดใหม่ได้ การจะใช้ “นโยบายการคลัง” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็พลอยเป็นหมันไปด้วย ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่ที่ “นโยบายการเงิน” ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ “แบงก์ชาติ”
เพียงแต่นโยบายการเงินเอง ในขณะนี้ก็มีข้อจำกัดสูงมาก โดยเฉพาะท่ามกลางภาวะเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้น ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจทำ QE Tapering โดยลดการเข้าซื้อพันธบัตรลงต่อเนื่อง ล่าสุดเหลือเพียงเดือนละ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ประเด็นนี้เองที่ทำให้ การใช้นโยบายการเงินต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก
แม้ว่าล่าสุด “ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จะออกมาส่งสัญญาณว่า “ดอกเบี้ยนโยบาย” ยังอยู่ในวิสัยทัศน์ที่สามารถนำมาใช้ดูแลเศรษฐกิจได้ เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเวลานี้มีภูมิต้านทานการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ดีพอสมควร
ถ้าตีความจากคำพูดของ “ดร.ประสาร” ชัดเจนว่าดอกเบี้ยในเวลานี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำนโยบาย โดยยังสามารถ “ลด” ได้หากเห็นว่าเศรษฐกิจชะลอแรง ..เพียงแต่ นักเศรษฐศาสตร์ บางส่วนมีความเป็นห่วงว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ที่สวนทางกับดอกเบี้ยของหลายประเทศที่กำลังปรับเพิ่มขึ้น อาจทำให้ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเงินทุนไหลออกได้ จึงอยากให้พิจารณาการใช้ดอกเบี้ยนโยบายอย่างรอบคอบ
ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 2.25% หากปรับลดลงครั้งละ 0.25% เท่ากับว่า จะสามารถปรับลดลงได้ทั้งหมด 9 ครั้ง นั่นหมายความว่า “แบงก์ชาติ” มีกระสุนการเงินอยู่ทั้งหมด 9 นัด ...ซึ่งเป็น 9 นัดที่ต้องเลือก “ยิง” ให้ดีว่าจะยิงอย่างไร?
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ กนง. พลัดถิ่น ไปประชุมกันที่ สำนักงานแบงก์ชาติ พุทธมณฑล สาย 7 ซึ่งครั้งนี้ที่ประชุมมีมติอย่างที่ทราบกันไปแล้ว คือ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม 2.25%
สาเหตุที่คณะกรรมการเสียงส่วนใหญ่ “โหวต” คงดอกเบี้ยเพราะ 1.มองว่า ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัว ไม่ได้มาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ แต่มาจากปัญหาความไม่สงบทางการเมือง ดังนั้นประสิทธิผลของการลดดอกเบี้ยอาจไม่ได้ผลนัก และ 2.หากปรับลดดอกเบี้ยลง อาจเผชิญความเสี่ยงการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ (ข้อ 2 นี้ผมได้รับคำยืนยันจาก ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี หนึ่งในคณะกรรมการ กนง.)
มติของ กนง. เสียงส่วนใหญ่ที่ออกมา ชัดเจนว่า “นโยบายการเงิน” ในเวลานี้ ยังให้น้ำหนักกับ “เสถียรภาพ” ที่มากกว่าการชะลอตัวของ “เศรษฐกิจ” แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัวลงแรงกว่าที่คาด ก็พร้อมจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาได้อีก
..ประเด็นสำคัญ จึงอยู่ที่ “กระสุนการเงิน” ที่เหลืออีก 9 นัด ว่าจะเลือกยิงอย่างไร ถ้ายิงแบบไม่ระมัดระวัง ย่อมมีความเสี่ยงว่าจะย้อนกลับมาโดนตัวเองบาดเจ็บได้ จึงเป็นเรื่องที่ กนง. ทั้ง 7 ท่านจำเป็นต้องคิดหนักอย่างยิ่ง!






