รัฐบาลแถลงภาพรวม ของการลงคะแนนเลือกตั้งทั่วประเทศ ว่าเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งได้แสดงให้เห็นสถิติตัวเลข
เหมือนกับของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่าเขตเลือกตั้งทั้งหมด 375 เขต มีเขตเลือกตั้งที่ไม่มีปัญหา 310 เขตเลือกตั้ง ส่วนที่เปิดได้บางหน่วยเลือกตั้ง แต่ไม่ครบ 100% ทั้งเขตเลือกตั้ง จำนวน 26 เขต และเขตเลือกตั้งที่ไม่มีหน่วยใดสามารถเปิดให้ลงคะแนนได้ 39 เขตเลือกตั้ง และเมื่อพิจารณาจากจำนวนหน่วยเลือกตั้ง 94,454 หน่วย สามารถเปิดให้ลงคะแนนได้ 84,325 หน่วย คิดเป็น 89.28%
ส่วนในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่หลักของการชุมนุมต่อต้านการเลือกตั้งนั้น ปรากฏว่ามีทั้งหมด 33 เขตเลือกตั้ง สามารถลงคะแนนได้ 100% ใน 20 เขตเลือกตั้ง เปิดได้บางส่วน 13 เขตเลือกตั้ง หากคิดเป็นจำนวนของหน่วยเลือกตั้ง จำนวน 6,671 หน่วย สามารถเปิดลงคะแนนได้ 6,177 หน่วย หรือ 92.59% ของจำนวนหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด และรัฐบาลดูเหมือนว่าจะพอใจอย่างมาก โดยเรียกร้องให้ กกต.เร่งจัดการเลือกตั้งที่เหลือโดยเร็วที่สุด เพราะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม หากจะพิจารณาสถิติตัวเลขแล้ว ยังขาดตัวเลขสำคัญ คือ จำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งต้องรอผลคะแนนจริงที่เข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ว่ามีจำนวนผู้ใช้สิทธิเท่าไร และแต่ละพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งในครั้งนี้ จำนวนเท่าไร แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าต้องมีการจัดการเลือกตั้งในหลายเขตทั่วประเทศใหม่ และถือเป็นครั้งแรกที่การเลือกตั้งของไทยมีปัญหามากขนาดนี้ อีกทั้งขณะนี้หลายฝ่ายก็ประเมินแล้วว่าหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ก็ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจัดเลือกตั้งได้ครบ
อันที่จริง สถิติตัวเลขที่มีการหยิบยกมานั้น ย่อมมีความสำคัญที่บ่งบอกอะไรบางอย่างได้ และหากมีการนำสถิติมาใช้อย่างรอบด้านและครบถ้วนแล้ว ก็จะเป็นตัวเลขที่มีความสำคัญพอสมควร แต่ อย่างไรก็ตาม สถิติตัวเลขบางอย่างก็แทบไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย หากว่ามาใช้กับแทบทุกเรื่อง อาทิ ความพยายามนำสถิติเพื่อมาใช้ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจความคิดเห็นของสำนักต่างๆ หรือ แม้แต่สถิติตัวเลขในเรื่องการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็ตาม เพราะว่ามีปัญหาหลายอย่างที่ทำให้สถิติอาจบิดเบือน
ดังนั้น การใช้สถิติทางการเมืองที่ถูกต้อง คือ การนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อสังคมโดยรวม หาใช่การนำมาใช้เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ หรือความชอบธรรมทางการเมือง โดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่จำเป็นที่เสียงส่วนมากมีความถูกต้องเสมอไปนั้น ทำให้เราต้องระมัดระวังอย่างมาก หากจะนำสถิติต่างๆ เพื่อมาใช้ในทางการเมือง ซึ่งอาจไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เหมือนกรณีของรัฐบาลเสียงข้างมากในหลายประเทศ ก็ไม่สามารถบริหารต่อไปได้ หากการบริหารประเทศมีปัญหา
เราเห็นว่า หากจะมีการใช้ตัวเลขจากการเลือกตั้ง จำเป็นต้องใช้กันอย่างระมัดระวังอย่างมาก โดยเราต้องนำเป้าหมายทางการเมืองเพียงอย่างเดียวเป็นตัวชี้นำ เพราะในขณะนี้สังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้งอย่างรุนแรง เราไม่อาจใช้เรื่องสถิติตัวเลขมากล่าวอ้างได้เหมือนภาวะปกติทั่วไป ดังนั้น หากจะมีการหยิบยกมาพูด เราเห็นว่าก็ต้องพูดกันให้ครบถ้วน และนำเอาข้อมูลที่ได้นั้นไปแก้ปัญหา หากเรายังใช้ข้อมูลเพื่อเป้าหมายทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ก็ไม่อาจมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้






