วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

IoT เมื่อวัตถุเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับคุณ

สำหรับผู้ที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัล หรือสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แทบเล็ต หรือสมาร์ทวอชท์

คงจะได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ที่ชื่นชอบจากนวัตกรรมเหล่านี้ และอาจกำลังรอใช้กูเกิลกลาส หรือ Wearable Device ใหม่ๆ ที่ทยอยเปิดตัวกันอยู่

สำหรับแฟนพันธุ์แท้ดิจิทัลแล้วไม่ใช่เรื่องเกินคาดที่จะเข้าใจได้ว่าวัตถุรอบตัวเรา (ที่ไม่ใช่สมาร์ทดีไวซ์ที่เราใช้อยู่) กำลังเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของเรา และกำลังปรับตัวเองให้ตรงกับที่เราต้องการ เป็นนวัตกรรมที่เรียกว่า "Internet of Things (IoT)" ที่วัตถุหรือสิ่งของสื่อสารข้อมูลถึงกันผ่านอินเทอร์เน็ต (Device to Device Communication) โดยวัตถุชิ้นหนึ่งสามารถส่งข้อมูลไปยังวัตถุอีกชิ้นหนึ่งเพื่อประสานการทำงานที่เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้ เช่น ตู้เย็นหรือทีวีที่สมาร์ทมากขึ้น

ในปี 2538 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 1% ของประชากรโลก ต่อมาในปี 2554 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,300 ล้านคน และประมาณว่าในปี 2558 จะมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 5,500 ล้านคนหรือคิดเป็น 75% ของประชากร การเติบโตของอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารระหว่างมนุษย์ หรือระหว่างวัตถุสิ่งของกำลังจะมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้คน และกำลังจะมีอิทธิพลต่อการเลือกใช้สินค้าและบริการอีกมากเช่นกัน

IoT ธุรกิจใหญ่
บริษัทการ์ทเนอร์ ประเมินว่า จะมีจำนวนอุปกรณ์ที่สามารถสื่อสารถึงกันได้ หรือที่เรียกว่า IoT ไม่รวมพีซี แทบเล็ต และสมาร์ทโฟน มากถึง 26,000 ล้านชิ้นในปี 2563 ก่อให้เกิดรายได้จากอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ถึง 300,000 ล้านดอลลาร์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แว ร์และบริการโดยรวมถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์

การ์ทเนอร์ ยังคาดว่า การเพิ่มความสามารถให้อุปกรณ์ไฟฟ้าสามารถติดต่อถึงกัน ด้วยต้นทุนที่ไม่สูงมากนัก จะช่วยผลักดันให้นวัตกรรม IoT อยู่ในอุปกรณ์เกือบทุกประเภท เพื่อให้อุปกรณ์เหล่านี้ถูกควบคุมได้ในระยะไกล ถูกติดตาม และตรวจจับผ่านเซนเซอร์

ตัวอย่างของอุปกรณ์เหล่านี้ เช่นอุปกรณ์การแพทย์ เซนเซอร์อัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม หุ่นยนต์อุตสาหกรรม รวมถึงเซนเซอร์ในระบบของรถยนต์ และตึกอัจฉริยะเป็นต้น

แนวร่วมสร้างนวัตกรรมใหม่
การเติบโตของ IoT ก่อให้เกิดแนวคิดใหม่ของนวัตกรรมการสื่อสารของอุปกรณ์และสิ่งของเข้าด้วยกัน
ล่าสุดกลุ่มบริษัทและผู้นำทางด้านเทคโนโลยีชั้นนำได้ร่วมกันก่อตั้งคอนซอเตียมที่ชื่อว่า "AllSeen Alliance" เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นำทีมโดย Linux Foundation เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกแบรนด์สามารถทำงานร่วมกันได้ กลุ่มบริษัทที่เข้าร่วมได้แก่ ควอลคอม แอลจี อิเล็กทรอนิกส์ ชาร์ป ไฮเออร์ พานาโซนิค ซิสโก และเอชทีซี เป็นต้น

การรวมตัวกันของ AllSeen Alliance ในครั้งนี้เพื่อผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์สิ่งของ และเครื่องจักรในอุตสาหกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยและสำหรับธุรกิจ และเรียกใหม่ว่า "Internet of Everything" โดยการพัฒนาเริ่มต้นจากเฟรมเวิร์คในโครงการโอเพนซอร์สของควอลคอมที่เรียกว่า AllJoyn เพื่อให้สมาชิกในคอนซอเตียม และโอเพนซอร์สคอมมูนิตีได้ใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีกลุ่มนี้

สินค้าแอพพลิเคชั่นและบริการที่ถูกพัฒนาจาก AllJoyn จะสื่อสารผ่านได้ทั้งไวไฟ สายไฟฟ้า และอีเทอร์เน็ต (Ethernet) ไม่จำเป็นต้องผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เป็นการให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ไม่น้อยกว่าอุปกรณ์ที่สื่อสารผ่านระบบคลาวด์หรืออินเทอร์เน็ต

สมาชิกในคอนซอเตียมจะร่วมกันพัฒนาและช่วยเหลือกันทางด้านซอฟต์แวร์และวิศวกรรมเพื่อพัฒนาโอเพนซอร์สเฟรมเวิร์คให้ใช้ได้ในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์และบริการ เพื่อให้อุปกรณ์และบริการสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเปิดทางให้ระบบอื่นจากภายนอกสื่อสารเข้ากับเฟรมเวิร์คอีกด้วย

ดิจิทัลได้เปิดช่องทางการสื่อสารและใช้งานอุปกรณ์และวัตถุได้อย่างน่าสนใจและชวนติดตาม มาในวันนี้หากเราสามารถได้ประโยชน์จากข้อมูลที่เกิดจากวัตถุและสิ่งของรอบตัวเราที่ส่งต่อถึงกัน เพื่อให้วัตถุเหล่านั้นเรียนรู้และจดจำความต้องการของเรา คงจะช่วยให้การสื่อสารและการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนดีขึ้น จึงเป็นการทำงานที่ครบวงจรของดิจิทัลสำหรับผู้บริโภคที่สมบูรณ์