ขณะที่ นานาชาติกำลังฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งพี่ใหญ่โลกอย่างสหรัฐอเมริกา จากการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา
เนื่องในการบริหารประเทศสมัยที่ 2 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประกาศจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และมุ่งยกระดับแรงงานด้วยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เขาย้ำถึงความไม่เท่าเทียมในสังคมที่กำลังเพิ่มมากขึ้นทุกที และอัตราการว่างงานยังถีบตัวสูง แต่ก็ถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ซึ่งเขาจะใช้อำนาจบริหารของประธานาธิบดีออกมาตรการช่วยเหลือแรงงาน ปฏิรูปการศึกษา และปกป้องสิ่งแวดล้อม ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มฟื้นตัว ก่อนหน้านี้ ก็มีแนวโน้มที่คณะกรรมการตลาดเปิดของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็มีแนวโน้มจะลดการเข้าซื้อพันธบัตรลงอีกเดือนละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และยุติมาตรการคิวอีภายในสิ้นปี ส่วนทางยุโรปก็มีทีท่าว่าจะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเช่นกัน
หันกลับมามองเอเชีย โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน ที่กำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ล่าสุด มีผลสำรวจขีดแข่งขันไทยในอาเซียน โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปรากฏว่า อาการของไทยน่าเป็นห่วง ส่อแววร่วงจากอันดับ 2 ไปอยู่อันดับที่ 5 เป็นรองทั้ง เวียดนามและอินโดนีเซีย อันเนื่องมาจากปัญหาทางการเมือง จากข้อมูลของนายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่จะต้องแข่งขันกับประเทศในอาเซียน ถึง 30% ส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบจากการที่ลูกค้าลดคำสั่งซื้อ เพื่อไปซื้อสินค้าในประเทศคู่แข่ง เพราะปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า แม้ปัญหาการเมืองจะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อภาคการส่งออก แต่หากการเมืองยืดเยื้อถึงไตรมาส 2 ก็มีโอกาสที่การส่งออกไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 3.8% แม้ว่าศักยภาพของไทยจะสามารถขายตัวได้ถึง 5% และการส่งออกจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ โดยยกผลสำรวจ "ความพร้อมและความเข้าใจของภาคการผลิตและภาคบริการไทยต่อการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2556" จากการสำรวจผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) จำนวน 2,000 รายทั่วประเทศ เมื่อถามถึงผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองต่อการทำธุรกิจกับเออีซี 70.09% ตอบว่าได้รับผลกระทบ โดย 94.83% ตอบว่าเป็นผลกระทบจากที่ลูกค้าลดคำสั่งซื้อ และหันไปซื้อกับประเทศคู่แข่งแทน เนื่องจากเกรงว่าจะส่งสินค้าให้ไม่ได้ หรือไม่ทันกำหนด ขณะที่ 5.17% ตอบว่ามีปัญหาในขั้นตอนการดำเนินการเอกสารกับหน่วยราชการ แม้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะยังยืนยันว่าเชื่อมั่นในการทำธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยก็ตาม
การสำรวจครั้งนี้ จัดทำในช่วงเดือนธ.ค. 2556 - ม.ค. 2557 จึงได้ประเมินปัญหาทางการเมืองเข้าไปด้วย พบว่า หากสถานการณ์ทางการเมืองยังเป็นเช่นนี้ จะทำให้ความสามารถการแข่งขันของเอสเอ็มอีไทยลดลง จากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจาก สิงคโปร์และมาเลเซีย แต่มีแนวโน้มที่จะตกไปอยู่อันดับที่ 5 คือ ต่ำกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย ขณะเดียวกัน เอสเอ็มอีไทยยังขาดความพร้อมด้านการลงทุน ไม่เข้าใจถึงโอกาสและอุปสรรค รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ ในการลงทุน ทำให้ไม่สนใจไปลงทุนผลิตและบริการในอาเซียน ไม่เพียงแต่การเสี่ยงจะเสียโอกาสด้านการแข่งขันในอาเซียน แม้แต่นักลงทุนญี่ปุ่นก็แสดงความวิตกต่อเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย หากยืดเยื้อยาวนาน การลงทุนใหม่ๆ คงไม่เกิด แล้วการเมืองไทยจะมัวทะเลาะกัน จนส่งผลฉุดรั้งเศรษฐกิจประเทศไทยไปไว้แถวหลัง...เพื่ออะไร









