วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความกลัว ความหวัง จินตนาการ และการเปลี่ยนแปลง

ผมได้รับเกียรติจากโครงการจัดประชุมทางวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ ครั้งที่ 7 ให้เป็นผู้สรุปเพื่อถักถ้อยร้อยประเด็นบทความในงานสัมมนา

เรื่อง “ความกลัว ความหวัง จินตนาการ และการเปลี่ยนแปลง” (มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นครศรีธรรมราช สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) เมื่อวันที่ 23-24 มกราคมที่ผ่านมา ผมจึงขอนำบางประเด็นที่ได้จากการสัมมนามาเล่าให้ฟังครับ

การจัดประชุมวิจัยเวทีมนุษยศาสตร์ได้ทำสิ่งที่สำคัญมากสำหรับวงวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมไทย ได้แก่ การให้เกิดและขยายพรมแดนความรู้เรื่อง “ความรู้สึก” ในสังคมไทย เพราะสังคมไทยโดยรวมมักจะไม่สนใจทำความเข้าใจในเรื่อง “ความรู้สึก”

สังคมไทยมักจะคิดถึงความรู้สึกในสองด้านที่ดำรงอยู่กันคนละขั้วแต่ผูกความหมายไว้ด้วยกัน ด้านหนึ่งก็ถือว่าความรู้สึกเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละบุคคล อีกด้านหนึ่งก็อธิบายด้วยลักษณะสากลของความเป็นมนุษย์ที่ต้องมีกิเลสตัณหา การที่สังคมไทยนึกถึงความรู้สึกเพียงสองด้านดังกล่าว จึงทำให้เราอธิบายปัญหาต่างๆ ของสังคมไทยจากแง่มุมสองด้านซึ่งไม่เพียงพอในการทำความเข้าใจความสลับซับซ้อนของสังคมไทย โดยเฉพาะความขัดแย้งในปัจจุบัน

ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งในโลกปัจจุบันนี้ ได้ทำให้นักวิชาการหลายสาขาหันมาสนใจในประเด็นปัญหาเรื่อง “ความรู้สึก” และพบว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปรับ/ขยาย/เปลี่ยนกรอบคิดในการมองปัญหาของสาขาวิชาของตน เพื่อที่จะสามารถตอบปัญหาหรืออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้แจ่มชัดมากขึ้น

การศึกษาในเรื่องนี้พบว่า “ความรู้สึก” เป็นส่วนสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมของคนทั้งพฤติกรรมของปัจเจกชน และพฤติกรรมร่วมกันของคนในสังคม (Collective Behavior) ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

การศึกษาความรู้สึกในช่วงหลังนี้จึงจะเน้นการศึกษาความรู้สึกอย่างเป็นประวัติศาสตร์ โดยมองว่าความรู้สึกทุกชุดล้วนแล้วแต่ถูกกำหนดจากบริบททางสังคม ซึ่งสัมพันธ์อยู่กับอัตลักษณ์/ตำแหน่งแห่งที่ของกลุ่มคน และเป็นความรู้สึกร่วมกันของกลุ่มคนในสังคม (ไม่ใช่เฉพาะความรู้สึกของชนชั้นนำ)

หากนำกรอบคิดนี้มาพิจารณาความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงและลึกซึ้งนั้นเกิดขึ้นจากฐานความรู้สึกร่วมกันของสังคม คนกลุ่มหนึ่งของสังคมไทยเกิด “ความกลัว” ว่าความเปลี่ยนแปลงทาง “การเมือง” ที่กำลังเกิดขึ้นจะนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะ จึงได้ร่วมกันลงมาอยู่บนท้องถนนเพื่อสร้าง “ความหวัง” ว่าจะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองไปในทางที่ดีกว่า

ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งรู้สึกถึง “ความหวัง” ว่าตนจะได้รับการดูแลจากรัฐจนทำให้มีฐานะที่ดีขึ้นและเลื่อนสถานะได้ ก็แสดงตนออกมาขัดขวางคนกลุ่มแรกด้วย “ความกลัว” ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่อีกฝ่ายหนึ่งคาดหวังนั้นจะนำมาซึ่งการสูญเสียโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้น

“ความกลัว ความหวัง” ของคนสองกลุ่มที่แตกต่างกัน ทำให้ทั้งสองกลุ่ม “จินตนาการ” ต่อ “ความเปลี่ยนแปลง” ที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไปด้วย ข้อวิวาทะประเด็น “คนเท่ากัน-ไม่เท่ากัน” ในสังคมไทยจึงไม่ใช่เรื่องของการคิดในกรอบประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความรู้สึกของคนสองกลุ่มที่อยู่ในระบอบอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

คนสองกลุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยมี “ความกลัว ความหวัง และจินตนาการ” ร่วมกัน บัดนี้กลับแยกเส้นทางแห่งความหวังไปคนละทาง ที่สำคัญ แต่ละฝ่ายไม่ได้พยายามที่จะเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งเลยแม้แต่น้อย ความแตกต่างและการขาดความปรารถนาที่จะเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง จึงนำมาซึ่ง “ความเกลียดชัง” ที่ทวีสูงขึ้นอย่างน่ากลัว

การศึกษาความเปลี่ยนแปลงของระบอบความรู้สึกอย่างมีบริบทอย่างที่โครงการวิจัยเวทีมนุษยศาสตร์พยายามทำขึ้นมานั้น เป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากสามารถขยายไปสู่สังคมในวงกว้างมากขึ้น เพราะการเข้าใจความรู้สึกอย่างมีบริบทนี้จะเอื้อประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างน้อยสองด้านด้วยกัน

ด้านแรก ได้แก่ การทำให้สังคมหรือคนในสังคมเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกที่ก่อให้เกิดปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับสังคม และคนกับ “บรมธรรม” มากขึ้น เพราะท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น คนในสังคมกลับมีศักยภาพในการทำความเข้าใจเรื่องราวปรากฏการณ์ต่างๆ ได้น้อยลง การขยายตัวของลัทธิแก้กรรม ลัทธิบริโภคนิยม การทะเลาะเบาะแว้งและการใช้ความรุนแรงรูปแบบต่างๆ ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นว่าสังคมกำลังอยู่ในสภาวะสังคมปั่นป่วนทางอารมณ์ความรู้สึก

การทำความเข้าใจความแปรผันของความรู้สึกอย่างเป็นประวัติศาสตร์ย่อมเป็นแนวทางในการคืนอำนาจการตัดสินใจให้แก่ผู้คนในสังคม ในการแสวงหาแนวทางในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมชุดใหม่ที่เหมาะสมและงดงามกว่าเดิม

ในอีกด้านหนึ่ง การศึกษาความรู้สึกจะเอื้อให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่สลับซับซ้อนของอดีตของสังคม/มนุษย์ เห็นทั้งในส่วนที่เป็นเหตุผลและอารมณ์ความรู้สึก มิติทุกด้านของมนุษย์ย่อมมีผลต่อการกระทำเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือร่วมเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์เสมอมา การขยายพรมแดนความรู้ความรู้สึกออกไปให้กว้างขวางและลึกซึ้งเท่าใด ก็ย่อมหมายความว่าเราก็มีโอกาสที่จะสร้างความรู้ที่ทำให้สังคมเชื่อมต่อระหว่างอดีต ปัจจุบันและอนาคตได้มากขึ้น