วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนปรับแผนกระชับ รับการเมืองรัฐติดขัด-ล่าช้า

นับถอยหลังจากวันนี้ไปอีกเพียง 4 วันเท่านั้น ที่จะเกิดการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ ครั้งประวัติศาสตร์

คือเลือกตั้งท่ามกลางผู้คนต่อต้านนับล้านคน! แต่รัฐบาลก็ได้ประกาศเดินหน้าชัดเจน ท่ามกลางข้อแคลงใจและประเด็นคำถามนานับประการ ว่า การเลือกตั้งในสถานการณ์ที่บ้านเมืองปั่นป่วน ผู้คนไม่ยอมรับรัฐบาลและตัวบุคคล แม้กระทั่งคำสั่งศาลก็ดูไร้ความศักสิทธิ์ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายร้อยปี นับตั้งแต่ไทยเรามีรัฐธรรมนูญฉบับแรกมาเลยก็ว่าได้ ภาพจะออกมาอย่างไร

อะไรจะเกิดในวันเลือกตั้ง อาทิตย์ที่ 2 ก.พ.นี้ และหลังจากนั้น บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร คงไม่มีใครสามารถคาดเดาบนฐานข้อมูลที่ชัดเจนได้จริงๆ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอม แต่ด้วยวิถีแบบไทยๆ เรา ก็ยังเชื่อว่าจะไม่มีความรุนแรงเหมือนหลายประเทศ (ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด)

เมื่อปัญหาการเมืองยังไม่มีทางออก แต่ธุรกิจก็ต้องเดินหน้า ฉนั้่นช่วงนี้ บรรดาคนทำธุรกิจคงต้องมานั่งทบทวน ปรับแผนกลยุทธ์ ลดต้นทุน ลดระยะเวลา ลดความเสี่ยงทุกอย่าง เท่าที่จะทำได้ เพื่อประครองสถานการณ์ให้เดินหน้าต่อไปได้ สำหรับธุรกิจที่ต้องอาศัยกำลังซื้อเป็นปัจจัยหลัก และต้องอาศัยแรงงานและต้นทุนพื้นฐานเพื่อการดำเนินการ ทุกคนเชื่อได้เลยว่า รอดูสถานการณ์การเมืองอย่างใจจดใจจ่อ อะไรที่พอทำได้เพื่อหารายได้ ก็เดินหน้าทำไป อะไรที่พอตัดได้เพื่อลดต้นทุนก็ตัดสินใจลดทันที

ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเดือนก่อน(ปลายธ.ค.-ม.ค.) ช่วงที่การชุมนุมประท้วงของมวลมหาชนแรงมากยกระดับขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีข้อตกลงใดใดกับรัฐบาล ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย ที่เคยประกาศแผนลงทุนปี 2557 ไว้ซึ่งค่อนไปทางบวก ต่างหันกลับมาทบทวน ปรับตัวปรับแผนลดความคาดหวังลงมาเกินครึ่งแทบทั้งสิ้น

กรณีนี้หลายคนก็ออกมาบอกว่า เป็นการดี ที่มีปัญหาการเมืองช่วงนี้ ทำให้ตลาดอสังหาฯที่ร้อนแรง ได้ชะลอตัวลงมาบ้าง จะได้ลดความเสี่ยงภาวะฟองสบู่ ที่หลายคนหวั่นเกรงกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดคอนโดฯที่แข่งกันเปิดตัวคึกคัก บางรายรีบเปิดขาย ทั้งที่ใบอนุญาตต่างๆ ยังไม่เรียบร้อย เช่น รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ ที่อยู่ในความรับผิดชอบอนุมัติ ของคณะกรรมการนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) ซึ่งชั่วโมงนี้ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ผู้ประกอบการแต่ละราย ต้องใช้เวลารอการอนุมัติรายงานอีไอเออย่างน้อยที่สุด 6-8 เดือน บางรายอาจนานเป็นปี ทำให้รอไม่ไหวจำเป็นต้องเปิดขายโครงการไปด้วยในระหว่างที่ใบอนุญาต ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะผ่านหรือไม่

แต่เมื่อตลาดสะดุดเพราะปัญหาการเมืองขณะนี้ ผู้ประกอบการหลายราย เช่น แสนสิริ, ยูนิเวนเจอร์, และพฤกษาฯ ต่างประกาศตัวชัดเจนเลยว่า ถ้ามีปัญหาใบอนุญาตอีไอเอไม่ผ่าน จะยกเลิกโครงการนั้นไปทันที และจะไม่ใช้วิธีขายไปล่วงหน้าเหมือนช่วงก่อน ซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น เพราะดำเนินโครงการไปล่วงหน้าระหว่างรอใบอนุญาตอีไอเอมีต้นทุนสูง แต่รอบใหม่นี้เอาเป็นว่ารออีไอเอผ่านก่อน ค่อยเปิดขายและเดินหน้า ซึ่งก็เป็นผลดีทั้งต่อผู้บริโภคเอง และผู้ประกอบการที่ไม่ต้องลงทุนล่วงหน้า

จะเห็นว่าในวิกฤติมักมีโอกาสเสมอ วิกฤติการเมืองรอบนี้ ถือเป็นโอกาสดีสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่ไม่ต้องเร่งตลาด จนทะลักเกินดีมานด์ไปสู่ฟองสบู่นั่นเอง