วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สังคมแห่งความรุนแรง กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

กรณีเหตุใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่กลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่ชุมนุมด้านหน้าสโมสรกองทัพบก ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และผู้ก่อเหตุถูกจับ และได้รับบาดเจ็บจากความโกรธแค้นของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นการก่อเหตุต่อกลุ่ม กปปส. เป็นครั้งที่ 4 ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางวันและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยเกิดขึ้นในระหว่างที่นายกรัฐมนตรีกำลังประชุมคณะรัฐมนตรีและหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

แน่นอนว่า การใช้อาวุธทำร้ายกันในช่วงเวลากลางวันโดยไม่เกรงกลัวต่อความผิด ซึ่งต่างจากการลอบทำร้ายในช่วงเวลากลางคืน ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกตินัก เพราะนอกจากไม่เกรงกลัวในเรื่องการกระทำความผิดแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงระดับความรุนแรงที่อาจจะยกระดับมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากติดตามสถานการณ์การก่อเหตุในครั้งนี้ ก็ปรากฏว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากที่ล้อมด้านหน้าสโมสรกองทัพบกและคณะรัฐมนตรีกำลังประชุม รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จำนวนมาก

ยิ่งกว่านั้น การก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงกลุ่มผู้ชุมนุมในครั้งนี้ หลังจากเพิ่งเกิดเหตุในลักษณะเดียวกันที่วัดศรีเอี่ยม ในวันเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 11 ราย และการเกิดเหตุต่อเนื่องในแต่ละคืน ก็ยิ่งย้ำให้เห็นสถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเมินกันว่าจะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส.ครั้งใหญ่อีกครั้งในวันที่ 2 ก.พ. เพื่อคัดค้านการเลือกตั้ง เพราะอาจเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ความขัดแย้งจะเพิ่มระดับมากขึ้น และอาจมีหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ในช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายความมั่นคงได้ประเมินแล้วว่าความรุนแรงจะเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีเสียงเตือนออกมาถึงแนวโน้มดังกล่าว แต่ดูเหมือนว่ายิ่งมีคนออกมาเตือนมากเท่าไร ความรุนแรงก็ยิ่งมีเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งประหนึ่งว่าการเตือนหรือการเฝ้าระวังของหน่วยงานด้านความมั่นคงแทบไม่มีความหมายใดๆ ต่อการดูแลความรุนแรง เพราะเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ผู้ที่ก่อเหตุไม่สนใจว่าจะมีใครมาดูแลหรือไม่ เพียงแต่ใช้วิธีการที่ตัวเองเห็นว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดเท่านั้น

แม้ว่าความรุนแรงที่ปรากฏให้เห็นในแต่ละวันจะเพิ่มขึ้น แต่ดูเหมือนว่าวันแห่งความขัดแย้งในทางการเมือง ระหว่างกลุ่ม กปปส. กับรัฐบาล ยังไม่สามารถหาทางออกได้ และหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป เราก็เชื่อว่าสังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมืองมากยิ่งขึ้น หากความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นขยายวงกว้างออกไปและมีขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งเราเชื่อว่า ยิ่งก่อเหตุระหว่างกันมากและรุนแรงเท่าไร สิ่งที่ตามมาก็คือการตอบโต้ที่รุนแรงเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่อยากคาดการณ์ไปถึงเหตุการณ์เช่นนั้น

เราเห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและโจ่งแจ้งมากขึ้นนั้น เป็นสัญญาณเตือนว่าผู้ที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการอะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อยุติความขัดแย้ง หาไม่แล้วความสูญเสียก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่ยาวนานออกไป หากแต่ละฝ่ายยังยึดมั่นใจจุดยืนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่จะตามมา ก็คือ การเร่งไปสู่สถานการณ์ความวุ่นวายของคนทั้งสังคม ซึ่งเรากังวลว่าต่อจากนี้ไป คนไทยจะใช้ความรุนแรงเป็นวิธีการในการแก้ปัญหา และกลายเป็นแบบแผนปฏิบัติ สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมที่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาและหาความสงบไม่ได้