เมื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ได้แล้ว ก็ถึงขั้นที่ 3: การนำไปปฏิบัติ
สร้างความเชื่อมั่นและแรงผลักดัน ความอยากที่จะทำทุกเรื่องไปพร้อมกันในทีเดียว แม้จะเย้ายวนใจขนาดไหนก็ไม่ควรทำ สิ่งที่ต้องทำคือ เลือกเฟ้นและเน้นหามาตรการระยะสั้นขึ้นมาทำก่อนเพื่อส่งสัญญาณให้ฝ่ายที่ยังแคลงใจได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง สิ่งที่ต้องทำคือ การเชือดไก่ให้ลิงดู โดยเฉพาะรายใหญ่สองสามราย ทั้งคนที่ให้และรับสินบน ตลอดจนคนที่อยู่พรรครัฐบาลเอง สิ่งที่ต้องวางไว้เป็นลำดับสำคัญขั้นต้นคือ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนเมื่อลงมือทำแล้วเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการรณรงค์เผยแพร่ให้ครึกโครม ตัวอย่างจากประสบการณ์นานาชาติในเรื่องนี้มีมากมาย เป็นขั้นตอนให้สามารถศึกษาและใช้เป็นแรงบันดาลใจเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์และปฏิบัติได้จริง
จัดระเบียบใหม่ในการปราบปรามคอร์รัปชันของรัฐบาล การประสานงานเป็นปัญหาเรื้อรังระหว่างหน่วยงานภาครัฐ อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งเคยกล่าวว่า “ไม่มีใครอยากถูกประสานงาน” ประเทศไทยมีคณะกรรมการประสานงานหลายเรื่องและหลายระดับมานานแล้ว ในการต่อสู้กับคอร์รัปชันทั่วหน่วยงานหลักๆ ของภาครัฐ ถึงเวลาที่จะต้องพยายามจัดระเบียบและปรับปรุงผลการดำเนินงานของคณะกรรมการประสานงานเหล่านี้ใหม่
มีงานวิจัยจากทั่วโลกเกี่ยวกับหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันที่ไทยสามารถหยิบขึ้นมาศึกษาได้มากมาย ประเด็นสำคัญของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรงนี้คือ ก) ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ข) ดึงภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม นอกจากนี้ หน่วยงานเอ็นจีโอระหว่างประเทศและผู้สนับสนุนทางการเงินก็มีประสบการณ์ที่สามารถถ่ายทอดให้แก่รัฐบาลไทย เพื่อศึกษาถึงกลไกในการประสานงานและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากประเทศอื่น กรณีศึกษาเหล่านี้จะช่วยให้ไทยสามารถออกแบบความร่วมมือที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพของตนเองขึ้นมา โดยเฉพาะในแง่บทบาทหน้าที่และภารกิจสำคัญสำหรับผู้นำรัฐบาล
สร้างภาคีความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน จากประสบการณ์นานาชาติชี้ให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งในการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและประชาสังคม ตัวอย่างเช่น คณะทำงานวาระบังกาลอร์ (Bangalore Agenda Task Force) ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ขององค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่มพลังต่างๆ ตลอดจนทรัพยากรและผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคด้านต่างๆ จากภาคธุรกิจเอกชน ก้าวสำคัญของคณะทำงานนี้คือปรับปรุงการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารในส่วนที่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของรัฐบาล และการทุจริตคอร์รัปชัน ผู้นำในไทยสามารถเรียนรู้จากตัวอย่างในประเทศอื่นและศึกษากรอบการทำงานในรูปแบบของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการค้นหาคำตอบที่ทำได้จริงในบริบทของตนเอง
ขยายขอบเขตสังคมออนไลน์ การนำสื่อสังคมออนไลน์มาใช้อย่างสร้างสรรค์จะช่วยเพิ่มแรงกระตุ้นให้เกิดความโปร่งใสและนำไปสู่ความมุ่งมั่นร่วมกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว การคอร์รัปชันเป็นอาชญากรรมแห่งการคิดคำนวณ หมายความว่าถ้าโอกาสเป็นไปได้สูงว่าพฤติกรรมชั่วจะถูกเปิดเผย ความเป็นไปได้ที่จะถูกจับก็สูงตามขึ้นไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ความอยากประพฤติผิดลดลงตามไปด้วย
พลเมืองและธุรกิจอาจใช้สังคมออนไลน์เป็นสื่อในการรายงานเรื่องคอร์รัปชันและการใช้อำนาจในทางที่ผิดที่เกิดขึ้นได้ในทันที จากประสบการณ์ในประเทศอื่น มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ จัดทำระบบปฏิบัติการสำหรับรายงานเหตุคอร์รัปชัน (รวมไปถึงเรื่องร้องเรียนและบันทึกประสบการณ์ที่เกิดซ้ำจนเป็นรูปแบบและแนวโน้ม เช่น ในอินเดีย มีช่องทางบนเว็บไซต์ให้รายงานการจ่ายสินบน ชื่อ “I paid a bribe”) จัดทำฐานข้อมูล (เรื่องสินบน กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส และการจัดทำและใช้งบประมาณของรัฐ เช่น “Porcisme” ในโรมาเนีย “Rospil” ในรัสเซีย และ “Mars Group” ในเคนยา) และเวทีพูดคุยออนไลน์ โครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยองค์กรพัฒนาเอกชนและปัจเจกที่เป็นเอกชน จากประสบการณ์พบว่า ในระยะแรกมักมีแรงต้านจากรัฐบาล แต่เครือข่ายสังคมออนไลน์บางรายเหล่านี้ท้ายที่สุดสามารถสร้างสัมพันธภาพในเชิงบวกและเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ภาครัฐ
สื่อสังคมออนไลน์ถูกนำมาใช้เป็น 1) แหล่งข้อมูลสำหรับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย/เจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่น เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันในการดำเนินงานของรัฐ 2) เป็นเครื่องมือในการติดตามมาตรการต้านคอร์รัปชันที่นำไปใช้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่กระทำทุจริต 3) เป็น “เสาอากาศ” ส่งสัญญาณในประเด็นทางกฎหมายที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วม และ 4) เป็นเครื่องมือในการกำหนดงบประมาณและการให้ทุนสนับสนุนบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วม
นอกจากนี้ ผู้ให้ทุนสนับสนุน องค์กรพัฒนาเอกชน ธุรกิจเอกชนและนักวิชาการ สามารถช่วยรัฐบาลในการประเมินว่า ทำอย่างไรให้สื่อสังคมออนไลน์สามารถ ก) เสริมระบบของรัฐบาลที่มีอยู่แล้วในการรับเรื่องร้องทุกข์จากราษฎร และประณามผู้กระทำผิด และ ข) ช่วยวินิจฉัยว่าหน่วยงานภาครัฐมีผลการดำเนินงานที่ดี หรือไม่อย่างไร
ก้าวต่อไปของสื่อสังคมออนไลน์คืออะไร ผมเชื่อว่า บทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ต่อไปจะขยับจากช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียนไปสู่การวิเคราะห์ระบบ และก้าวต่อไปถึงการหาทางออกที่ปฏิบัติได้จริง
ลองดูเว็บไซต์ที่ชื่อ “I Propose” (ฉันเสนอ) ซึ่งนักศึกษามหาวิทยาลัยในเม็กซิโกซิตี้จัดทำขึ้น โดยเชิญชวนให้คนเข้ามาเสนอแนวคิดเพื่อช่วยแก้ปัญหาสังคมต่างๆ ในเม็กซิโกซิตี้ เว็บไซต์นี้ใช้หน้าบล็อก ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ค ถามคนทั่วไปว่าปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไขและให้นำเสนอแนวคิดในการแก้ไขที่ทำได้จริง
Social innovation camp (กลุ่มนวัตกรรมเพื่อสังคม) ริเริ่มขึ้นในสหราชอาณาจักร จากนั้นก็แตกหน่อต่อยอดในอีกหลายประเทศตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งในยุโรปตะวันออกและยุโรปกลาง รวมทั้งในรัสเซียด้วย โดยนำผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาสังคมและทางออกต่างๆ มาทำงานร่วมกับนักออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์ เป้าหมายเพื่อระดมนวัตกรรมในสื่อสังคมออนไลน์ที่จะนำไปใช้กับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม
นอกจากนี้ การนำผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่ควรพิจารณา เพราะนักกฎหมายและนักบัญชีย่อมรู้ดีว่าช่องโหว่อยู่ตรงไหนที่จะนำไปสู่การทุจริตบริษัทเอกชนที่รับงานภาครัฐย่อมรู้ดีว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทุจริตกันอย่างไร กระบวนการคอร์รัปชันเหล่านี้มักอยู่เหนือการรับรู้จากประสบการณ์ของประชาชนเดินถนนทั่วไป สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางเปิดให้นักกฎหมาย นักบัญชี และนักธุรกิจรายงานพฤติกรรมคอร์รัปชันที่เกิดขึ้น นอกเหนือจากเรื่องราวร้องทุกข์ทั่วไปแล้ว สื่อสังคมออนไลน์อาจกระตุ้นให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเหล่านี้อธิบายในรายละเอียดถึงกระบวนการทุจริตคอร์รัปชันแบบต่างๆ องค์ความรู้เหล่านี้สามารถนำไปเผยแพร่ตามแนวคิดแบบ crowd sourcing โดยให้กลุ่มคนช่วยกันขบคิดและค้นหาคำตอบ ซึ่งอาจนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ดียิ่งขึ้นต่อไป
เสริมศักยภาพให้เข้มแข็ง หลายประเทศจะต้องฝึกอบรมและลงมือปฏิบัติจริงให้มากขึ้นในด้านจริยธรรม ความเป็นผู้นำและการบริหารจัดการ ประเทศเหล่านี้จะต้องมีระบบที่เข้มแข็งขึ้นในด้านที่จัดว่าเป็นกลไกสำคัญๆ เช่น การตรวจสอบภายใน การจัดซื้อจัดจ้าง หน่วยงานด้านภาษี และงานสาธารณะ แต่น่าเสียดายที่ความพยายามในการสร้างศักยภาพเหล่านี้มักมองข้ามแรงจูงใจในการดำเนินงาน และการไหลของข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในแง่ปัจจัยนำเข้าและผลผลิต (input and outcome) ประสบการณ์นานาชาติชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการนำภาคธุรกิจและประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม แม้จะเป็นเรื่องภายในอย่างการสร้างศักยภาพขององค์กรภาครัฐ ประโยชน์ย่อมเกิดกับประเทศ ในการฝึกอบรมที่ช่วยให้ธุรกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน พรรคการเมือง และกลุ่มประชากร ขยายขอบเขต “ความรู้” และ “วิธีการ” ในการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ
รายการเตือนความจำที่นำไปใช้งานได้จริง มหาวิทยาลัยและธุรกิจเอกชน อาจเข้ามามีบทบาทในการรวบรวมและถ่ายทอดเรื่องราวที่ประสบความสำเร็จและการปฏิบัติที่ดีเพื่อใช้เป็นตัวอย่างในประเทศไทย โดยจัดทำเป็น “รายการเตือนความจำ” ที่นำไปใช้งานได้จริง ทั้งในระดับแยกย่อยแต่ละหน่วยงานของภาครัฐ (ภายในกระทรวง องค์การ เทศบาล โรงพยาบาล เป็นต้น) รายการเตือนความจำเหล่านี้ยังเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่วิธีปฏิบัติต่างๆ ที่นำไปใช้งานได้จริง
การนำทรัพย์สินกลับคืน ส่วนหนึ่งของการลงมือปฏิบัติจะต้องรวมถึงสิ่งที่ต้องทำหลังวิเคราะห์แล้วว่า “รอยรั่วใหญ่” อยู่ตรงไหนและวางแนวทางที่จะอุดรอยรั่วและนำทรัพย์สินที่ถูกฉ้อฉลไปกลับคืนมา
ขั้นที่ 4 ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายคือ การขยายผลเชิงรุก
ปฏิบัติการในสามขั้นตอนที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ อาจก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อศักดิ์ศรีและความเป็นมืออาชีพของข้าราชการ ต่อความเชื่อมั่นของพลเมืองที่มีต่อรัฐบาล และต่อมุมมองของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทย แต่ในทางกลับกัน ผลกระทบเหล่านี้อาจนำไปสู่การขยายตัวของการลงทุน แรงสนับสนุนจากประชาชน และอันดับที่ดีขึ้นในดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน
มีตัวอย่างมากมายจากนานาชาติให้เราเรียนรู้ ในการจัดทำข้อมูลที่ทันกับเหตุการณ์และเชื่อถือได้เกี่ยวกับการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น นอกเหนือจากนี้ ไทยควรจะต้องพัฒนายุทธศาสตร์ด้านข้อมูลข่าวสารของตนขึ้นมาเพื่อเสริมความเชื่อมั่นและช่วยให้อันดับในดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันดีขึ้น
รัฐบาลและภาคีเครือข่ายในภาคส่วนต่างๆ อาจจัดเตรียมกรณีศึกษาจากหน่วยงานภาครัฐที่มีผลการดำเนินงานที่ดี และ “จุดพลิกผัน” ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจัดทำเป็นรายงานข่าวสั้นๆ เพื่อเป็นตัวอย่างของความก้าวหน้า และนำไปเผยแพร่ให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวาง
อีกหนึ่งตัวอย่างที่ไทยอาจเรียนรู้จากประสบการณ์ในประเทศอื่นคือ การเรียนการสอนด้านจริยธรรมและหน้าที่พลเมืองในโรงเรียน ตัวอย่างจากประเทศอินโดนีเซีย ในโรงเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลาย นักเรียนทำหน้าที่ดูแล “ร้านซื่อสัตย์” เพื่อให้นักเรียนนำสิ่งที่เรียนรู้ในหลักสูตรการเรียนเกี่ยวกับหน้าที่พลเมืองไปปฏิบัติจริง นับว่าเป็นการให้การศึกษาเกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชันได้อย่างชัดเจน
เมื่อไทยมีความก้าวหน้าในการดำเนินงานต่อต้านคอร์รัปชันขึ้นแล้ว ผู้ให้การสนับสนุนด้านเงินทุนสามารถช่วยเผยแพร่ข่าวสารให้นานาชาติรับรู้มากขึ้น ไทยควรจะศึกษาดัชนีต่างๆ ที่องค์กรนานาชาติและนักลงทุนใช้วัดขีดความสามารถในการแข่งขันและการทุจริตคอร์รัปชัน จากนั้นออกแบบวิธีการที่จะสื่อสารให้ผู้ที่จัดทำดัชนีเหล่านั้นรับรู้ถึงความก้าวหน้าของไทยได้อย่างถ่องแท้ ผู้นำในภาครัฐและเอกชนของไทยควรสามารถเข้าถึงเวทีนานาชาติเหล่านั้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และความสำเร็จของประเทศ
ขยายผลเชิงรุกสู่นานาชาติ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นควรเผยแพร่สู่การรับรู้ของผู้นำทางความคิดและนักลงทุนนานาชาติ การศึกษาให้รู้ว่าดัชนีนานาชาติด้านธรรมาภิบาลและขีดความสามารถในการแข่งขัน มีกระบวนการในการจัดทำขึ้นมาอย่างไร และหากต้องการสื่อสารให้องค์กรเหล่านั้นรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับความสำเร็จของประเทศ จะต้องทำอย่างไร นอกจากนี้ การให้ผู้นำของประเทศจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการได้มีโอกาสแบ่งปันประสบการณ์และความสำเร็จของประเทศในเวทีนานาชาติ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการขยายผลความสำเร็จสู่การรับรู้ของนานาชาติ
พรุ่งนี้ ติดตามอ่านบทสรุปสู่เป้าหมายปราบคอร์รัปชัน






