เมื่อสองตอนที่แล้ว เราพอจะเห็นภาพแล้วว่า ไทยอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับนานาชาติในเรื่องความโปร่งใสและขีดความสามารถในการแข่งขัน
ซึ่งเชื่อมโยงกับความรุนแรงของคอร์รัปชัน ซึ่งสามารถนำมาเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อวินิจฉัยอาการ ซึ่งถือว่าเป็นขั้นแรกของการแก้ปัญหา
ขั้นที่ 2 : ยุทธศาสตร์
จากข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ได้ในขั้นที่ 1 ขั้นต่อไปคือ ร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ
ระดมกลุ่มผู้นำเพื่อมุ่งเน้นต้านคอร์รัปชัน จากรายงานข่าวในจินตนาการที่เคยกล่าวไว้ในตอนที่ 1 ของบทความนี้ มีการพูดถึงกระบวนการนี้ไปบ้างแล้วว่า :
รัฐบาลและภาคธุรกิจร่วมมือกัน มองในภาพใหญ่ เต็มไปด้วยอุดมการณ์มากมาย เราเขียนแผนเชิงยุทธศาสตร์ที่ปฏิบัติได้จริงขึ้นมา โดยวิเคราะห์จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่และดูตัวอย่างจากประเทศอื่นๆ ที่ทำสำเร็จมาแล้ว จากนั้นเริ่มลงมือทำในเชิงรูปธรรมสองสามเรื่องที่คาดว่าจะเห็นผลได้ในเวลารวดเร็ว
การจัดเวทีในเชิง “ระดมพลัง” เชิญผู้นำจากภาคส่วนต่างๆ มาเพื่อ (1) หารือร่วมกันเกี่ยวกับตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากประเทศอื่น (2) กำหนดกรอบนโยบาย และ (3) ร่วมวางแผนที่ปฏิบัติได้จริงในการพัฒนาการแก้ไขปัญหาเฉพาะเจาะจงตามบริบทของในพื้นที่นั้นๆ
จากกิจกรรมดังกล่าว ผู้เข้าร่วมสามารถนำวิธีการแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่แตกต่างกันเหล่านี้มากำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมและมีความเป็นไปได้ ซึ่งสามารถแยกเป็นโครงการระยะสั้น กลางและยาว โดยมีการวัดผลที่เป็นรูปธรรม
ตัวอย่างจากประเทศฟิลิปปินส์และสาธารณรัฐจอร์เจียน่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีในประเด็นนี้ ในมาเลเซียเอง การหารือร่วมกับประชาชนช่วยให้รัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์ได้ชัดเจนว่าปัญหาไหนที่เร่งด่วนและวางเป้าหมายชัดเจนในการแก้ปัญหานั้นๆ “ห้องทดลอง” ที่ว่าเหล่านี้ มีภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจและรัฐบาลเข้าร่วม และกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการ ทรัพยากรที่ต้องใช้เพื่อไปสู่เป้าหมาย การบรรยายสรุปให้ข้าราชการพลเรือน ผู้นำในรัฐบาล นักธุรกิจเอกชนและชุมชนต่างๆ รับรู้และเข้าใจในแผนยุทธศาสตร์ และรับฟังเสียงสะท้อน ก็มีส่วนช่วยเช่นกัน ท้ายที่สุด จะต้องสร้างกลไกในการติดตามการดำเนินตามแผนยุทธศาสตร์ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตกลงกัน
แผนยุทธศาสตร์ต้านระบบคอร์รัปชันที่ประสบความสำเร็จจะต้องเข้าไปอยู่ในการเมืองของประเทศ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะต้องวิเคราะห์ถึงภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศและที่มาของการสนับสนุนทางการเมืองในประเทศและจากนานาชาติ ตลอดจนวิเคราะห์ถึงการเมืองของมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันที่เป็นไปได้ แผนยุทธศาสตร์จะต้องกล้าท้าทายภาวะผู้นำทางการเมืองโดยไม่ส่งผลทำให้เป็นการฆ่าตัวตายทางการเมือง
กำจัดระบบคอร์รัปชัน ระบบที่ทุจริตคอร์รัปชันจำนวนมากมีการเมืองเป็นเกราะปกป้องอยู่ ซึ่งหมายความว่าฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์ต้องการรักษาผลประโยชน์เหล่านั้นไว้ ระบบเหล่านั้นจึงกลายเป็นดุลยภาพที่หล่อเลี้ยงตัวมันเองให้ดำรงอยู่ คำถามสำคัญคือ ทำอย่างไรที่จะทำลายเสถียรภาพของดุลยภาพแห่งคอร์รัปชันได้โดยไม่ก่อให้เกิดหายนะ
ระบบคู่ขนานคอร์รัปชันนี้มีสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของตัวเอง เช่น การรักษาความลับในการดึงคนเข้ามาร่วม การให้สัญญาและทำตามสัญญา การจ่ายเงินและซุกซ่อนผลประโยชน์ที่ได้รับ แต่ละขั้นตอนเหล่านี้ล้วนเป็นจุดเปราะบางในระบบคอร์รัปชัน เมื่อเข้าใจจุดอ่อนเหล่านี้ ทำให้เราสามารถปราบปรามระบบคอร์รัปชันได้ มาตรการที่จำเป็นต้องใช้ ไม่ใช่แค่ป้องกัน แต่จะต้องเป็นการแทรกแซง คล้ายกับการปราบองค์กรอาชญากรรม
มีเรื่องราวที่ประสบความสำเร็จมากมายให้หยิบยกขึ้นมาเป็นบทเรียนศึกษาวิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การปราบปรามองค์กรคอร์รัปชัน
ช่วยภาคธุรกิจสร้างพลังร่วม คนในภาคธุรกิจเอกชนคงเคยเผชิญกับภาวะ "ความลำบากใจของนักโทษ" ในเรื่องคอร์รัปชันมาบ้างแล้ว จากการที่บริษัทตนต้องยอมจ่ายสินบนเพราะบริษัทอื่นๆ เขาจ่ายกัน ดังนั้น ทางออกจะต้องสร้างพลังร่วมบนผลประโยชน์ระยะยาวของธุรกิจเอง เพื่อหาหนทางออกจากดุลยภาพแห่งคอร์รัปชัน
ในหลายๆ ประเทศที่ถูกการรีดไถและจ่ายสินบนกัดกร่อน "ระบบคู่ขนาน" ของการทุจริตคอร์รัปชันดำรงอยู่เคียงคู่กับระบบกฎหมายที่เห็นอยู่ทนโท่ คำแนะนำของผมคือ ร่วมมือกับภาคเอกชนในการวิเคราะห์ระบบคอร์รัปชัน เทคนิคหนึ่งที่ใช้ได้ผลมาแล้วคือการทำงานร่วมแบบหนึ่งต่อหนึ่งกับบริษัทเอกชนที่คลุกอยู่ในระบบคู่ขนานนี้ ถามคำถามโดยไม่ต้องพาดพิงชื่อผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้บริษัทเอกชนนี้ช่วยวิเคราะห์ว่าจุดอ่อนเชิงระบบและช่องโหว่ของคอร์รัปชันอยู่ตรงไหน และข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง สามารถนำไปใช้ร่างบทวิเคราะห์ระบบคู่ขนานนี้ขึ้นมาได้ หลังจากนั้น นำร่างดังกล่าวไปเสนอให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ และรัฐบาลร่วมรับรู้ ขอความเห็นเพิ่มเติมและปรับแก้ไข ผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำมาระบุหาอุปสรรคและโอกาสในการปรับปรุงให้ดีขึ้น จากนั้น ก็อาจช่วยรัฐบาลจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมระดมความคิดกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อออกแบบมาตรการแก้ไขที่ปฏิบัติได้จริง และหากทำซ้ำกระบวนการเดียวกันนี้เป็นรายปี ก็สามารถช่วยรัฐบาลและภาคธุรกิจติดตามความคืบหน้าในการปฏิรูปเพื่อต่อต้านระบบคอร์รัปชันให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
รัฐบาลอาจร่วมมือกับภาคเอกชน (อาจเป็นในรูปเงินทุนสนับสนุน) เพื่อจัดให้มีการวิเคราะห์ระบบคู่ขนานที่เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในงานด้านต่างๆ เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การให้สิทธิ์และออกใบอนุญาต การจัดเก็บภาษี กระบวนการศาลยุติธรรม ศุลกากร ระบบงานบุคคล และในสถาบันที่มีความรับผิดชอบด้านต่างๆ
เปลี่ยนการคำนวณทางเศรษฐศาสตร์ของการคอร์รัปชัน การปฏิรูปเชิงระบบเป็นเรื่องจำเป็น โดยมีสูตรหรือสมการเป็นแนวทาง เช่น คอร์รัปชัน = การผูกขาด + ดุลยพินิจ - ภาระรับผิดชอบ (Corruption = Monopoly + Discretion - Accountability)
จากสมการนี้ ต้องลดอำนาจผูกขาด และเพิ่มการแข่งขัน หลีกเลี่ยงการใช้ดุลยพินิจที่เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจกระทำการหรือบัญญัติกฎกติกาต่างๆ ของภาครัฐ และเพิ่มความโปร่งใสและภาระความรับผิดชอบที่เป็นรูปธรรม โดยใช้ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่มีเป้าหมายชัดเจน และเสียงสะท้อนอย่างเป็นระบบจากประชาชน ภาคธุรกิจและเจ้าหน้าที่รัฐเอง
อ่านต่อพรุ่งนี้






