ประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่คนแตกแยกและสับสนยิ่งกว่าครั้งใดในประวัติศาสตร์เท่าที่เรารู้จัก
และยังไม่เห็นแนวทางชัดเจนว่าความขัดแย้งจะจบแบบไหนอย่างไร กปปส.ที่มีคนสนับสนุนหลายล้านคน ชุมนุมขับไล่รัฐบาลและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ชนิดไม่เจรจาถ้าไม่ชนะก็ไม่เลิก ฝ่ายรัฐบาลผู้อ้างความชอบธรรมว่าพวกเขามาจาก ส.ส. เสียงข้างมากก็ยืนยันไม่ออกและเดินหน้าเลือกตั้งต่อ เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่าย ต่างอ้างความชอบธรรมและกำลังสนับสนุนได้พอๆ กันและต่างก็ทนที่จะอยู่ยาวได้ทั้งคู่ จึงยากที่มีใครเอาชนะใครได้
รัฐบาลก็ไม่อาจเอาชนะได้ การที่พรรค ปชป. พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดไม่ลงสมัครและการเปิดรับสมัคร ส.ส. ไม่สามารถทำได้ 28 เขต และในภาคใต้อีก 20 กว่าเขตมีผู้สมัครเพียงคนเดียว เห็นได้ชัดว่าถึงจะมีการจัดเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ได้ ก็จะได้ ส.ส.ไม่ครบ 95% ทำให้เรียกประชุมสภาและจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ถึง กกต.จะจัดเลือกตั้งซ่อมเพิ่มเติมได้ภายหลังก็คงจะมีการประท้วง มีการฟ้องร้องว่าการเลือกตั้งทุจริตหรือเป็นโมฆะ ฯลฯ ที่ทำให้ใช้เวลานานไปจนเกินระยะเวลา 90 วันที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
นอกจากนี้ใน 5-6 เดือนข้างหน้าศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีการเมืองอาจจะตัดสินว่า ส.ส.พรรครัฐบาลทำผิดรัฐธรรมนูญ ถูกตัดสิทธิทางการเมือง พรรครัฐบาลถูกยุบอีก สถานการณ์จึงคงจะวุ่นวาย ยืดเยื้อต่อไป นอกจากทหารจะถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องเข้ามา บอกให้รัฐบาลลาออก และให้ร่วมวุฒิสภาทำหน้าที่สภาผู้แทน เลือกคนขึ้นมาเป็นนายกฯและจัดตั้งรัฐบาลรักษาการใหม่เพื่อมาแก้ปัญหาที่คาราคาซัง
ถ้าสถานการณ์ยังขัดแย้งแบบ 2 ขั้วยืดเยื้อต่อไปอีก 5-6 เดือนหรือ 1 ปี เศรษฐกิจสังคมไทยจะเสียหายหนักยิ่งขึ้น การชุมนุมประท้วงและการพยายามจะปราบการประท้วงของรัฐบาลจะนำไปสู่ความรุนแรง การกระทบกระทั่งปะทะกันตั้งแต่ความรุนแรงขนาดย่อยๆ ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวไปจนถึงความรุนแรงขนาดใหญ่ได้ กลุ่มคนที่แตกแยกเป็น 2 ขั้วสุดโต่ง ก็คงจะแตกแยกต่อไป หรือยิ่งต่างคนสุดโต่งมากขึ้น เพราะต่างคนต่างไม่ฟังอีกฝ่ายหนึ่งอยู่แล้ว การฟังแต่ฝ่ายตนเอง ดูทีวีเฉพาะช่องที่อยู่ข้างตนเอง ยิ่งทำให้คนคิดว่าฝ่ายตนถูก 100% ฝ่ายอื่นผิด 100%
คนที่เสนอทางเลือกแบบเลือกตั้งไปก่อนและค่อยปฏิรูป มองในแง่หลักการอุดมคติโลกที่สวยงาม ไม่ได้วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งอย่างที่เป็นอยู่จริงว่า การเลือกตั้งมีการซื้อเสียงล่วงหน้าและใช้ระบบอุปถัมภ์ ระบบจัดตั้งหัวคะแนน อย่างซับซ้อนจริง ดังนั้น เมื่อพวกเขาเสนอทางเลือกที่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งก่อน จึงเป็นการเข้าทางฝ่ายรัฐบาลมากกว่าที่จะเสนอทางเลือกที่ 3 จริงๆ ซึ่งควรปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกตามแนวทางที่ 2 คือปฏิรูปตามแนวทาง กปปส. ซึ่งเรียกร้องสูงและมองอย่างง่ายๆ ว่าถ้าทำตามพวกตน คือรัฐบาลลาออกและตั้งสภาปฏิรูปจากคนที่ไม่ใช่นักการเมือง แล้วจะปฏิรูปแก้ปัญหาสำคัญ 5 อย่างได้จริงภายใน 1 ปีครึ่งหรือ 2 ปี แล้วค่อยจัดเลือกตั้งใหม่
ทางเลือกที่ 3 ที่น่าจะเป็นไปได้และดีกว่า คือ ประธานองค์มนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จัดประชุมกันแบบเงียบๆ เพื่อหาทางออกที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายน้อยกว่าการปล่อยให้ความขัดแย้งยืดเยื้อไปอย่างไม่มีทางออก ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลรักษาการลาออก จัดตั้งรัฐบาลรักษาการเลือกจากนักบริหารมืออาชีพ เพื่อปฏิรูปเรื่องที่พอทำได้ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี โดยเฉพาะเรื่องการเลือกตั้งทั้งกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กระบวนการเลือกตั้งให้เป็นธรรมเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนกำหนดได้จริงมากขึ้น แล้วค่อยจัดการเลือกตั้งใหม่
รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้องค์กร เช่น ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีการเมือง ศาลปกครอง ฯลฯ ทำงานได้ตรงไปตรงมาและรวดเร็วขึ้น เช่น เพิ่มกำลังคน เพิ่มงบประมาณ ปรับปรุงกฎระเบียบบางข้อให้สามารถทำงานได้คล่องตัว มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
นี่คือทางเลือกที่ 3 ที่น่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิรูปได้มากพอสมควร ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองควรเข้าใจว่าถ้าไม่ทำจะเสียหายทั้งประเทศและอธิบายให้คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจว่าในสถานการณ์ปรกติทั้งคู่ไม่มีทางที่ฝ่ายใดจะเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งแบบ 100% ได้ และทางเลือกใหม่ก็ไม่ได้แปลว่าคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายจะเป็นฝ่ายแพ้ 100% ฝ่ายรัฐบาลที่ลาออกยังคงไปทำกิจกรรมมวลชนเพื่อหาเสียงให้พรรคการเมืองของตน เพื่อในการเลือกตั้งในปีถัดไปได้ ฝ่าย กปปส. ก็จะได้การปฏิรูปประเทศ และการเลือกตั้งที่ยุติธรรมขึ้นในระดับหนึ่ง ที่ถ้ามองโลกตามความจริง ไม่เพ้อฝันอุดมคติมากไป น่าจะยอมรับจุดนี้ มากกว่าจะดึงดัน และทำให้เกิดความเสียหายมาก จนไม่อาจจะปฏิรูปอะไรได้ หรือทำให้ปฏิรูปจริงๆ ได้ยากเข้าไปอีก
ข้อเสนอของ กปปส. ที่จะตั้งสภาประชาชนจากคนอาชีพต่างๆ ไม่เอานักการเมืองมาปฏิรูปประเทศ 5 เรื่องก่อนใน 1 ปีครึ่งหรือ 2 ปี แล้วค่อยมาเลือกตั้งนั้น เป็นข้อเสนอเชิงอุดมการณ์ที่เป็นจริงได้ยาก การตั้งสภาที่มาจากอาชีพต่างๆ ก็จะมีปัญหาแก่งแย่งแข่งขันอยู่ดี และการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเมืองที่ กปปส. ยกมานั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความเด็ดขาดและใช้เวลา กระบวนการแก้ปัญหาแนวสภาไม่ว่าสภารูปแบบไหนเลือกกันอย่างไร ในยุคที่ประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างมากจะมีปัญหาจุดอ่อนด้วยกันทั้งนั้น การปฏิรูปประเทศจริงเป็นเรื่องใหญ่โตซับซ้อน ทำได้ยาก ต้องผ่านการต่อสู้อีกหลายขั้นตอนเพราะประเทศไทยยังมีโครงสร้างแบบผูกขาดอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรมโดยคนกลุ่มน้อยมาช้านาน คนส่วนใหญ่มีปัญหาความยากจน ได้รับการศึกษาและข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพต่ำ ถูกครอบงำจากชนชั้นนำให้เชื่อคิดสุดโต่ง เช่น เป็นพวกนิยมทักษิณ เป็นพวกนิยมกษัตริย์ นิยมศาสนาหรือคติความเชื่อแบบเคร่งในหลักการ ฯลฯ
ชนชั้นนำและชนชั้นกลางเองก็เป็นพวกจารีตนิยมที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากด้วยเช่นกัน ดังนั้น การจะปฏิรูปประเทศให้เป็นธรรมและประชาธิปไตยให้ได้จริงซึ่งต้องปฏิรูปแบบผ่าตัดถึงรากถึงโคน เช่น ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการคลังภาษีอากร ปฏิรูปการกระจายอำนาจทางการเมืองและการปกครอง ปฏิรูปการศึกษาและสื่อมวลชนให้มีคุณภาพและเป็นธรรม ฯลฯ จึงต้องผ่านการต่อสู้กันอีกหลายยก
สิ่งที่ กปปส.เสนอยังเป็นอุดมคติแบบกว้างๆ และ กปปส. ก็เป็นแนวร่วมของคนจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มาร่วมเพราะต่อต้านรัฐบาลที่ทุจริตฉ้อฉลรวบอำนาจ ส่วนแนวคิดว่าควรจะปฏิรูปประเทศด้านไหน ปฏิรูปอย่างไร เพื่อเป้าหมายอะไร ประชาชนหลายล้านคนที่เข้ามาร่วมคงยังคิดแตกต่างกันและการจะเลือกคนอาชีพต่างๆ เข้าสภาปฏิรูปก็จะถกเถียงต่อรองกันอีกมาก
เราควรจะวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบ การมองอะไรแบบสรุปง่ายๆ ที่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จะนำไปสู่การต่อสู้กันอย่างดื้อรั้นที่ทำให้ประเทศเสียหายบานปลายตกต่ำ กลายเป็นอนาธิปไตยหรือเป็นเผด็จการทหาร ประเทศไทยจะปฏิรูปได้ยากขึ้นไปอีก









