คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งสามารถเลื่อนได้ ตามคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)
และอำนาจในการกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) เป็นอำนาจของประธานศาลรัฐธรรมนูญและนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องมาหารือร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไร แม้ว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นคำสั่งต้องให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็ถือว่าเป็นแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งในประเด็นเรื่องการเลื่อนวันเลือกตั้ง
ก่อนหน้านี้ ความขัดแย้งระหว่างกกต.กับนายกรัฐมนตรี ในเรื่องการเลื่อนวันเลือกตั้งถือว่ายืนอยู่คนละด้าน กล่าวคือกกต.เห็นว่าจากปัญหาการชุมนุมทางการเมืองและการรับสมัครรับเลือกตั้งในหลายเขตเลือกตั้งไม่สามารถทำได้ อีกทั้งมีแนวโน้มว่าอาจจะทำให้การเลือกตั้งไม่เรียบร้อย จึงเห็นว่าต้องเลื่อนเลือกตั้งออกไปชั่วคราว ในขณะที่นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่าไม่สามารถทำได้ และหากเลื่อนเลือกตั้งจะส่งผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะต้องยึดตามตัวบทกฎหมายที่กำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับกันว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณี เป็นการวินิจฉัยในประเด็นขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง กล่าวคือ มีกลุ่มที่สนับสนุนให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป โดยเฉพาะกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) ที่ต้องการให้มีการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ขณะที่อีกกลุ่มที่เห็นว่าต้องรักษาระบอบประชาธิปไตยโดยการยึดกฎกติกาตามที่กฎหมาย หากเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก็เท่ากับว่าละเมิดหลักประชาธิปไตย
ดังนั้น ไม่ว่านายกรัฐมนตรีและประธานกกต.จะหารือเรื่องการเลื่อนวันเลือกตั้งหรือไม่ หรือนายกรัฐมนตรียังเดินหน้าตามจุดยืมเดิม ประเด็นการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีการนำไปใช้ทางการเมืองที่มีความขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งหากแต่ละฝ่ายต่างตีความไปคนละด้านเพื่อทำให้ความขัดแย้งมีมากขึ้น การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ต่างจากการตอกย้ำความขัดแย้งให้มีมากขึ้นไปอีก เท่ากับว่าความพยายามหาทางออกของกกต.นั้น ส่งผลกลับมาไม่ตรงกับที่คาดหวังไว้
ดังนั้น ไม่ว่าจะทำตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ความขัดแย้งในประเด็นเรื่องการ"รัฐประหารเงียบ" หรือ การสนับสนุนแนวทาง"ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" ก็ยังดำเนินต่อไป แต่ประเด็นที่ทุกฝ่ายต้องนำมาพิจารณาอย่างจริงจังว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้สามารถช่วยคลี่คลายต่อสถานการณ์ในขณะนี้ได้แค่ไหน เพราะขณะนี้ความขัดแย้งแทบจะหาทางออกไม่ได้ ระหว่างฝ่ายที่กุมกฎหมายอยู่ในมือกับฝ่ายที่ฝ่าฝืนกฎหมายเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีความชอบธรรม
เราเห็นว่าสถานการณ์ขณะนี้ เราจำเป็นต้องหาทางออกร่วมกัน และทางแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ดีที่สุดคือการลดเงื่อนไขความขัดแย้งออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเป็นหลักการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยทั่วไป แต่เรากลับเห็นว่ามักจะมีการเพิ่มเงื่อนไขที่นำไปสู่ความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องตระหนักให้มากว่าขณะนี้คนกลุ่มอื่นในสังคมเริ่มได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งมากขึ้น ซึ่งการหาทางออกจากความขัดแย้งจึงเป็นเรื่องของทุกฝ่ายที่ต้องหาทางออก หาใช่ซ้ำเติมให้สถานการณ์เดินสู่ทางตัน








