คนต่อต้านรัฐบาลบางคนบอกว่า สหรัฐเอียงเข้าข้างรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยไม่สนใจปัญหาคอร์รัปชัน
และการละเมิดสิทธิมนุษยชน และพฤติกรรมกว้านซื้ออิทธิพลไปทุกหย่อมหญ้า ของผู้ปกครองประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อีกทั้งหลายคนก็เห็นว่า คนของสถานทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย จะยังไม่เข้าใจถึงปรากฏการณ์ตื่นตัวทางการเมืองอย่างคึกคัก ของชนชั้นกลางที่เรียกร้องปฏิรูปอย่างร้อนแรง
คนที่วิเคราะห์อย่างนั้นเชื่อว่า วอชิงตันเข้าข้างทักษิณ ชินวัตร เพราะต้องการจะให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยอมหลาย ๆ อย่างที่สหรัฐ ต้องการจากไทย เช่นการกลับมาใช้ฐานทัพเรือบางแห่ง อันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Pivot to Asia, การให้ไทยเข้าร่วมกลุ่มเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ที่มีสหรัฐเป็นแกนนำที่เรียกว่า Trans-Pacific Partnership (TPP) อีกทั้งยังจะให้ไทยยอมโอนอ่อนตามสหรัฐในหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ หรือการเปิดเสรีทางด้านเศรษฐกิจให้มากกว่านี้
ผมพยายามหาหลักฐานว่า รัฐบาลสหรัฐ เอียงข้างรัฐบาลและต่อต้านกลุ่ม กปปส.อยู่ แต่ยังไม่มีคำแถลงการณ์ใด ๆ ที่ระบุไปในแนวทางนั้นอย่างแน่ชัด ที่ผ่านมาดูเหมือนจะเป็นการตีความตาม “ลีลาท่าทาง” และ “หางเสียง” ของสหรัฐมากกว่า
เปรียบเทียบกับ “น้ำเสียง” ของจีนแล้วดูเหมือนปักกิ่งจะมีความ “ระมัดระวัง” ในการแสดงออกต่อเหตุการณ์ในไทยมากกว่าสหรัฐ และไม่มีเนื้อหาสาระทางการของจีนชิ้นไหนจะตีความได้ว่า ผู้นำปักกิ่งเอนเอียงไปข้างใด นอกจากการติดต่อคบหากันส่วนตัวระหว่างนักการทูตและนักวิชาการจีนกับคนไทยที่รู้จักมักคุ้นเท่านั้น
แถลงการณ์ทางการของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ หลายฉบับตอกย้ำว่า ต้องการเห็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทยอย่างสันติ และเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย บางประโยคอาจจะตีความได้ว่าเป็นการเห็นว่าการเลือกตั้งควรจะเดินหน้าตามที่กำหนดเอาไว้เดิมนั่นคือวันที่ 2 กุมภาพันธ์ แต่ก็ไม่ได้ชัดเจนถึงขนาดว่า ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เพราะเขาใช้ภาษาทางการทูตตามสูตรปกติของเขา
มีข่าวชิ้นหนึ่งอ้างว่า ทูตสหรัฐกำลังพยายามจัดให้ฝ่ายรัฐบาลฝ่ายต่อต้าน ได้มีการพูดจากัน ซึ่งผมตรวจสอบข่าวแล้วก็ไม่มีเค้ามูลอะไรที่น่าเชื่อถือได้
เพราะหากทำอย่างนั้นจริงก็อาจจะเสี่ยงกับการถูกกล่าวหาว่า “ก้าวก่ายเรื่องภายใน” ของประเทศอื่น
ถามว่าสหรัฐมี “หลายมาตรฐาน” ในกรณีที่คล้ายกันในประเทศต่าง ๆ หรือไม่?
ตอบได้ว่าวอชิงตันดำเนินนโยบายต่างประเทศ บนพื้นฐานของผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลักแน่นอน และมีมากกว่า 2 มาตรฐานด้วยซ้ำไป อยู่ที่ว่าทำเนียบขาวและกระทรวงต่างประเทศของเขา จะวิเคราะห์การต่อต้านของประชาชนในประเทศต่างๆ นั้นสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเมืองและเศรษฐกิจของตนอย่างไร
กรณีการประท้วงที่ยูเครน, สหรัฐฯเข้าข้างผู้ประท้วงอย่างชัดเจน เพราะกลุ่มผู้ประท้วงต้องการให้รัฐบาลคบหาสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ แต่รัฐบาลเอนเอียงไปข้างรัสเซีย
ดังนั้น แถลงการณ์ของวอชิงตันในเรื่องยูเครนจึงสนับสนุน “ประชาธิปไตย” ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ใช้ข้ออ้างว่าการเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลด้วยวิธีอารยะขัดขืน เป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตยแม้ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งก็ตาม
ที่อียิปต์ เมื่อทหารออกมาระงับความรุนแรงและยึดอำนาจจากรัฐบาลของพรรค Muslim Brotherhood ซึ่งต่อต้านสหรัฐ, วอชิงตันก็ไม่ประณามการก่อการรัฐประหารครั้งนั้น อ้างว่าทหารออกมา “รักษาความสงบ เพื่อไม่ให้ประเทศตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง”
แม้ในกัมพูชา, สหรัฐก็ไม่เคยออกแถลงการณ์ประณามการใช้อำนาจเผด็จการของนายกฯฮุนเซน แม้จะมีหลักฐานชัดแจ้งมากมาย เพราะสหรัฐกำลังแก่งแย่งอิทธิพลเหนือกัมพูชากับจีน จึงต้องเล่นเกม “ถ่วงดุล” แทนที่จะ “ปกป้องประชาธิปไตย”
และแม้ฝ่ายค้านเขมรจะประท้วงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่เพราะการเลือกตั้งครั้งก่อนมีการโกงกันอย่างมโหฬาร, สหรัฐ ก็ดูเหมือนจะไม่ได้แสดงการสนับสนุนในนามของ “สิทธิแห่งการประท้วงต่อความไม่เป็นธรรมในสังคม” แต่อย่างไร
ดังนั้น ท่าทีของสหรัฐต่อ “มวลมหาประชาชน” ของไทยที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง เปลี่ยนแปลงประเทศไทยสู่สังคมที่มีความชอบธรรมและปราศจากคอร์รัปชัน (ไม่ต่างจากที่บารัก โอบามา ประกาศนโยบาย Change จนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี) จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะใช้มาตรฐานไหนจึงจะสอดคล้องกับการประกาศว่าเป็น “มิตรเก่าแก่ที่สุดในเอเชีย”
เพราะคำว่า Occupy Bangkok ก็มาจาก Occupy Wall Street ที่สหรัฐฯ และเสียงเรียกร้องของผู้ต่อต้านรัฐบาลให้มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ให้อำนาจการเมืองตกอยู่กับคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็มาจากความศรัทธาและมุ่งมั่น ที่จะเดินตามคำขวัญของท่านอดีตประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นที่ว่า
Government of the people, by the people, for the people, shall not perish from the Earth นั่นเอง









