วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อุตสาหกรรมไอที "ซึมลึก"

สถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน กำลังทำให้หลายอุตสาหกรรม ที่ต้องอาศัยความคล่องตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ

นโยบายรัฐ กำลังซื้อของผู้คนในประเทศ เผชิญกับภาวะล้มละลายในอีกไม่ช้า หากผู้ที่เกี่ยวข้องในการบริหารบ้านเมืองทุกๆ ฝ่าย ยังไม่มีโซลูชั่นในการแก้ปัญหาที่ดีพอ

ภาพรวมของอุตสาหกรรมไอที ในประเทศไทยที่ "เซื่องซึม" มาตั้งแต่ ปี 2554 จนถึงวันนี้เข้าขั้น "โคม่า" หายใจรวยรินอย่างเห็นได้ชัด ผู้ค้าบางรายถึงกับประเมินว่า ตลาดโดยภาพรวมจะติดลบอย่างน้อย 2 หลัก ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ขำๆ อีกแล้ว

โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง การลงทุน การวางแผนงานต่างๆ ที่ต้องหยุดชะงัก ผู้ประกอบการ หรือผู้ค้าที่จะอยู่ได้ คือ รายใหญ่ๆ เท่านั้น ส่วนขนาดกลาง ไล่ลงมาถึงขนาดเล็ก วันนี้ต้องบอกว่า "อยู่ยาก"

ปัญหาของตลาดไอทีในบ้านเรา นอกจากจะไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ออกมาช่วยกระตุ้นตลาดให้เกิดความคึกคักแบบเห็นได้ชัด กระตุ้นให้ผู้บริโภครู้สึกอยากจะได้มาเป็นเจ้าของแล้ว ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ดันมาเจอกับปัญหามหาอุทกภัย แม้จะฟื้นฟูขึ้นมาก็ยังไม่คืนสู่สภาพเดิม แล้วยังมาเจอกับปัญหาการเมืองที่เล่นเกมกันยาวต่อเนื่องอีกหลายเดือน หลายผู้ค้าหลายนักธุรกิจอาจจะปากแข็งว่า ยังไม่กระทบเท่าไร ยังรอดูสถานการณ์ แต่ตามสภาพที่เป็นจริง ก็พอจะรับรู้ได้ทั่วกันว่าซึมกันไปทั่วทุกวงการ

"แม้ไม่มีสถานการณ์ทางการเมือง ตลาดไอทีก็ไม่ดีอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่โดยปกติไตรมาสสุดท้าย และไตรมาสแรกของปี จะเป็นช่วงทำเงินของผู้ประกอบการ แต่พอมีปัจจัยลบมาเพิ่ม ตลาดไอทียิ่งแย่ลง ต้องบอกตรงๆ ว่า ตอนนี้โคม่ามาก"

นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความรู้สึกผู้ค้าไอทีบางราย สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี หรือแม้แต่ข่าวล่าสุด บริษัทสิงคโปร์ที่ทำธุรกิจในไทยจำนวนหนึ่งได้เตรียมพร้อมจัดทำแผนสำรอง เพื่อปิดโรงงานชั่วคราว หรือย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ รับมือสถานการณ์การเมืองในไทยที่ไม่แน่นอน ถือเป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่า ปัญหาการบ้านการเมืองในไทย "ไม่ธรรมดา" แล้ว

ขณะที่ ค้าปลีกไอที รายใหญ่ๆ เอง หากลองเดินสำรวจดูในวันนี้ ความคึกคักไม่ค่อยมี คนเดินก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้ค้าต้องปรับตัวดึงกลยุทธ์ใหม่ๆ เข้ามาช่วยขาย เช่น หันไปใช้ช่องทางออนไลน์กันมากขึ้นด้วยช่องทางนี้ยังเล่นได้อยู่ เพราะสมัยนี้คนใช้สมาร์ทโฟน แทบเล็ตกันมาก ก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ผู้ค้าใช้เพื่อปรับตัวในช่วงนี้

เอาจริงๆ ก็คือ ประเทศที่มีสถานการณ์การเมืองนิ่ง ย่อมได้เปรียบ ก่อนหน้านี้ "เชฟโรเล็ต" ก็บอกว่า อินโดนีเซียกำลังจะแซงไทยขึ้นเป็นประเทศที่มียอดขายรถสูงที่สุดในอาเซียน จากเดิมที่ไทยเคยครองอยู่ ...หรือเพราะวันนี้ เราเหนื่อยกับความเป็นผู้นำ อยากจะเดินตามเขาไปเรื่อยๆ สบายๆ อยู่อย่างไม่ต้องแข่งขันกับใคร เพราะลำพังแข่งกับตัวเองยังเอาตัวแทบไม่รอด แค่เดินช้าๆ ก็ไม่ทันแล้ว แต่นี่ถึงกับหยุดอยู่กับที่ กลายเป็นประเทศที่ใครๆ ก็ไม่รัก ไม่มีใครอยากเข้ามาลงทุน หลุดโอกาสการเป็นประเทศแถวหน้า

ถ้าจะเอากันอย่างนี้ ก็มาร่วมเคาท์ดาวน์รอเป็น "ประเทศแถวหลัง" กันเลยแล้วกัน ..