การประเมินสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย โดยนักวิชาการ นักธุรกิจ นักการเมือง นักกฎหมาย ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญนานาสาขา
แม้แต่คนทั่วไปที่อยู่ดูโลกมานาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ไม่ต้องอาศัยทฤษฎีใดๆ มาจับก็พอจะมอง และวิเคราะห์ออกว่า การเมืองไทยใช่จะลงเอยกันได้ง่ายๆ เข้าสู่ตอนจบของนิยายชวนฝัน "แล้วแผ่นดินก็เข้าสู่ความสงบสันติสุข ประชาชนรักใคร่ปรองดอง แบ่งปัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย หนักนิดเบาหน่อยต่างอภัยซึ่งกันและกัน" ต่อให้ผ่านการเลือกตั้ง 2 ก.พ. ไปได้ก็ตาม หรือจะมีเหตุใดที่ทำให้ไม่มีเลือกตั้งก็น่าจะวุ่นวายกันต่อเนื่อง เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ระยะหลังเกิดเหตุความรุนแรงขึ้นทุกวัน จนกระทั่งล่าสุดรัฐบาลประกาศนำ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาใช้ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นเวลา 60 วัน หากก็ยังไม่ใช่ทางออกที่จะยุติความรุนแรง เพราะฝ่ายที่ต้องการให้มีผลบังคับใช้ก็ไม่ได้สนใจใยดี แต่เหตุการณ์ที่ลากยาว ไม่มีทีท่าจะยุติ หรืออาจจะยุติอย่างไม่สวยงาม ล้วนส่งผลกระทบอย่างแน่นอนต่อประเทศไทย ที่ทุกคนบอกว่ารักเป็นหนักหนา
วันก่อนนักเศรษฐศาสตร์ 3 ชาติเอเชีย จีน - เกาหลีใต้ - ญี่ปุ่น ต่างเห็นพ้องกันว่าการเมืองวุ่นไร้ทางออก กดจีดีพีไทย 2-3 ปีหน้าขยายตัวลดลง เหตุประเทศขาดยุทธศาสตร์บริหารงานชัดเจน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานล่าช้า เอฟดีไอชะลอตัว โดยนายโคจิ ซากูมะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สถาบันด้านนโยบายการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอ็มเอ) ในญี่ปุ่น เห็นว่า ความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทยขณะนี้ ส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ และอีกหลายปีข้างหน้า และการไม่มีรัฐบาลทำหน้าที่ ส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อการเติบโตของประเทศได้ ซึ่งหากไทยต้องการกลับมาขยายตัว คงทำไม่ได้แบบทันทีทันใด เพราะต้องจัดการความวุ่นวายทางการเมืองให้เรียบร้อยเสียก่อน และดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศกลับคืนมาให้ได้
นายบกยอง ปาร์ค นักวิชาการเศรษฐศาสตร์จากยุงฮี ยูนิเวอร์ซิตี้ กรุงโซล เกาหลีใต้ กล่าวว่า ความวุ่นวายทางการเมืองทำให้การเติบโตของไทยลดลง เพราะเศรษฐกิจไทยช่วงที่ผ่านมา พึ่งพาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มาก ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองก่อเกิดปัญหารุนแรง และจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้าได้ ความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้การใช้จ่ายลงทุนสาธารณูปโภคโครงการใหญ่ของรัฐล่าช้า ส่งผลให้การเติบโตของประเทศช้าลงด้วย เอฟดีไอดีๆ ที่ไหลเข้ามาก็เพราะเห็นว่าประเทศนั้นๆ มีสภาพแวดล้อมด้านสาธารณูปโภคที่ดี หากการเมืองไม่มีเสถียรภาพการลงทุนสาธารณูปโภคล่าช้าไปด้วย ย่อมทำให้เกิดผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยด้วย
ส่วนนายซง ฮอง นักวิชาการจากสถาบันศึกษาการเมืองและเศรษฐกิจโลก (ไอดับเบิลยูพี) ในจีน มองว่าสถานการณ์ทางการเมืองเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการบริหารจัดการประเทศ หรือช่วยให้เกิดยุทธศาสตร์ชัดเจนซึ่งสามารถทำให้เกิดผลสำเร็จในทางปฏิบัติได้ ถ้าการเมืองทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ย่อมก่อผลกระทบเป็นลบต่อการวางยุทธศาสตร์และทำยุทธศาสตร์ให้เกิดผลสำเร็จ ขณะที่ เชฟโรเลต ก็บอกว่าอินโดนีเซียจ่อแซงไทยขึ้นแท่นผู้นำยอดขายรถยนต์อาเซียนปีนี้ จากกำลังซื้อสูง จำนวนประชากรได้เปรียบ ขณะที่ไทยตลาดยังหดตัวต่อเนื่องหลังหมดโครงการรถคันแรก และเศรษฐกิจชะลอตัว จากสถานการณ์ต่างๆ จะเห็นได้ว่า ประเทศที่ปลอดปัญหาภายใน หรือการเมืองสงบต่างกำลังตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อีกไม่นานไทยคงถูกปล่อยเป็นประเทศผู้แพ้อยู่แถวหลัง ถ้าคนไทยยังจะเอาชนะกัน ผลลัพธ์อาจเป็นความพินาศของประเทศแทน









