วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เล่าเรื่องเมืองน้ำมันราคาถูก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คอลัมน์นี้พูดถึงราคาน้ำมันในกรอบของการปฏิรูปประเทศไทยและได้อ้างถึงตุรกีกับนอร์เวย์ว่าราคาน้ำมันแพงที่สุดในโลกพอๆ กัน

ตุรกีไม่มีน้ำมันจึงต้องนำเข้าปีละมากๆ เขาเก็บภาษีน้ำมันในอัตราสูงเพื่อจะจูงใจให้เกิดการประหยัดน้ำมันพร้อมๆ กันกับประหยัดเงินตราต่างประเทศ ส่วนนอร์เวย์มีน้ำมันปริมาณมากและเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่ก็ตั้งภาษีให้สูงไว้เพื่อออมน้ำมันพร้อมกับเงินที่ได้จากการขายน้ำมันไว้ให้คนรุ่นหลัง วันนี้จะเล่าเรื่องราวของเวเนซุเอลาและซาอุดีอาระเบียซึ่งมีน้ำมันมากที่สุดเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลกและขายน้ำมันให้ประชาชนของตนด้วยราคาที่ถูกที่สุดเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลกด้วย

เวเนซุเอลาส่งออกน้ำมันมานานและเคยส่งออกมากที่สุดในโลก แต่ในปัจจุบันลดลำดับชั้นลงมาเป็นหมายเลข 9 เนื่องจากประเทศในย่านตะวันออกกลางเร่งผลักดันการผลิตและส่งออกของตนหลังค้นพบแหล่งน้ำมันชั้นดีกว่า เวเนซุเอลาเป็น 1 ใน 5 ของผู้ก่อตั้งกลุ่มผู้ส่งออก OPEC ก่อนพบน้ำมันปริมาณมหาศาล เวเนซุเอลามีชื่อเสียงในด้านการผลิตและส่งออกกาแฟและโกโก้เนื่องจากมีภูมิอากาศเหมาะแก่การปลูกพืชเหล่านั้น แต่หลังจากพบน้ำมัน พืชเหล่านั้นค่อยๆ ซบเซาลงด้วยปัจจัยหลายอย่างรวมทั้งกระบวนการที่เรียกว่า “โรคดัทช์” (Dutch Disease) ซึ่งเกิดจากรายได้จากการขายน้ำมันบิดเบือนปัจจัยในด้านเศรษฐกิจจนกระทบการผลิตและส่งออกสิ่งอื่น

ตอนนี้ชาวเวเนซุเอลาหาซื้อน้ำมันชั้นดีเยี่ยมได้ในราคาราวลิตรละ 35 สตางค์ตามอัตราแลกเปลี่ยนของรัฐบาล แต่เนื่องจากประเทศมีปัญหาเศรษฐกิจในระดับวิกฤติมานานรวมทั้งอัตราเงินเฟ้อปีละเกือบ 60% และเงินตราต่างประเทศขาดแคลนแสนสาหัส อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดจึงต่ำกว่านั้นราว 10 เท่า หากคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืด ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ลิตรละไม่เกิน 3 สตางค์ การขายน้ำมันด้วยราคาถูกแบบให้เปล่าเช่นนั้นทำได้เพราะรัฐบาลให้เงินสนับสนุนแก่ผู้ผลิตปีละราว 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ด้วยราคาที่คล้ายได้เปล่า ชาวเวเนซุเอลาจึงผลาญน้ำมันกันแบบไม่อั้นด้วยการใช้รถยนต์ขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่า Gas Guzzler

สิ่งหนึ่งซึ่งราคาน้ำมันอันแสนถูกนั้นได้พิสูจน์คือ มันไม่ได้ลดต้นทุนในการผลิตสิ่งต่างๆ ลงจนสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้อย่างมีนัยสำคัญดังที่มักพูดกันโดยทั่วไป ทั้งนี้เพราะน้ำมันมิใช่ต้นทุนหลักของการผลิตสินค้าและบริการ ฉะนั้น เศรษฐกิจของเวเนซุเอลาจึงล้มลุกคลุกคลานมาหลายสิบปีจนในขณะนี้ราว 1 ใน 3 ของชาวเวเนซุเอลาถูกจัดว่ายากจนข้นแค้นถึงขั้นอดอยาก หากถามหาตัวอย่างของ “คำสาปของทรัพยากร” (Resource Curse) หรือการมีทรัพยากรบางอย่างมากมายทำให้เกิดปัญหา อาจไปดูเวเนซุเอลาได้ทันที

ทางด้านซาอุดีอาระเบีย ราคาน้ำมันแพงกว่าในเวเนซุเอลาราว 10 เท่า หรือราว 3.5 บาทต่อลิตร ด้วยราคาขนาดนี้ ชาวซาอุดีอาระเบียก็ใช้กันแบบไม่อั้นเช่นกัน แต่เนื่องจากน้ำมันดิบในประเทศนี้มีคุณภาพสูงกว่าและสูบขึ้นมาได้ง่ายกว่าของเวเนซุเอลา ซาอุดีอาระเบียจึงผลิตออกมาหลายเท่าของเวเนซุเอลาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว การส่งออกน้ำมันมากเป็นอันดับ 1 ของโลกมาเป็นเวลานานส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียมีรายได้มหาศาลมาเป็นเวลาหลายสิบปีด้วยเช่นกัน ฉะนั้น แม้จะใช้เงินแบบผลาญสักเท่าไรก็ไม่หมด ตอนนี้ประเทศจึงมีกองทุนมั่งคั่งที่สร้างขึ้นจากการขายน้ำมันอยู่ราว 6.8 แสนล้านดอลลาร์ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากของนอร์เวย์

อนึ่ง การมีน้ำมันปริมาณมหาศาลและความร่ำรวยจากการขายน้ำมันมิได้นำไปสู่การผลาญน้ำมันและเงินเท่านั้น มันยังมักนำไปสู่การผลาญทรัพยากรอื่นอีกด้วย ในกรณีของซาอุดีอาระเบีย มันนำไปสู่การผลาญน้ำซึ่งหายากที่สุดอยู่แล้วเนื่องจากประเทศแห้งแล้งเป็นทะเลทรายจนไม่มีแม่แต่แม่น้ำ หรือทะเลสาบแม้แต่แห่งเดียว น้ำที่พอมีอยู่บ้างเป็นขุมน้ำใต้ดินซึ่งธรรมชาติสะสมมาเป็นเวลานับหมื่นปี

ย้อนไปเมื่อสมัยหลังน้ำมันขึ้นราคาแบบก้าวกระโดดครั้งแรกเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา เงินไหลเข้าประเทศจำนวนมหาศาลจนรัฐบาลไม่รู้จะบริหารจัดการอย่างไร มีกลุ่มผู้หัวใสซึ่งก็ได้แก่ผู้มีอำนาจในประเทศนั่นแหละเสนอให้ปลูกข้าวสาลีโดยสูบน้ำที่มีอยู่ตามขุมใต้ดินขึ้นมาใช้ แต่การปลูกข้าวสาลีกลางทะเลทรายต้องใช้ต้นทุนสูงมาก ชาวนาจะทำได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลประกันราคาสูงหลายเท่าของราคาในตลาดโลก นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียทำมาเป็นเวลานานจนกระทั่งเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นว่าขุมน้ำทั้งหลายได้แห้งเหือดไปเกือบหมด รัฐบาลค่อย ๆ ลดการซื้อข้าวสาลีจากชาวนาลงและจะเลิกซื้อในปี 2559

เนื่องจากขุมน้ำใต้ดินได้ถูกสูบขึ้นมาใช้ปลูกข้าวสาลีจนแห้งเหือดไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว ชาวซาอุดีอาระเบียจึงต้องใช้น้ำจืดที่กลั่นจากน้ำทะเลแทน การกลั่นมีต้นทุนสูงมากเนื่องจากต้องสร้างโรงงานและเผาน้ำมันเพื่อเดินเครื่องจักร ตอนนี้น้ำจืดที่ใช้ในประเทศนั้นกว่า 60% มาจากการกลั่นน้ำทะเล ความต้องการน้ำนับวันจะยิ่งสูงขึ้นส่งผลให้ค่าใช้จ่ายต้องเพิ่มขึ้นไปเป็นเงาตามตัวเนื่องจากประชากรยังเพิ่มขึ้นไปปีละราว 2%

ย้อนไปเมื่อครั้งผมยังเดินทางไปยังซาอุดีอาระเบียในฐานะพนักงานของธนาคารโลก ผมมีโอกาสคุยกับข้าราชการและภาคเอกชนของประเทศนั้นเรื่องการใช้น้ำอย่างละเอียด การสนทนาครั้งหนึ่งซึ่งผมจำได้แบบไม่มีวันลืมคือ ชาวซาอุดีอาระเบียบอกผมว่า ถ้าเขาเลือกได้ เขาอยากมีน้ำมากๆ เช่นเมืองไทยมากกว่าการมีน้ำมันมากเช่นประเทศของเขา ด้วยเหตุนี้ ซาอุดีอาระเบียจึงมีโครงการไปกว้านซื้อ หรือเช่าที่ดินที่มีแหล่งน้ำผืนใหญ่ๆ ไว้ในหลายส่วนของโลกและมองมาที่เมืองไทยด้วยสายตาเป็นมัน ถ้าเขาเข้ามาครอบครองที่ดินในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ชาวไทยโดยเฉพาะเกษตรกรจะเดือดร้อนกันถ้วนหน้า