วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเสี่ยงปี 2014 ของจีน

ต้องถือว่าประเทศจีนในยุค ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ใช้เวลาแค่ปีเดียวก็สามารถทำการปฏิวัติทั้งรูปแบบการทำงานของหน่วยงานราชการ

และระบบการเงินมากกว่าที่เคยทำมากว่า 20 ปี ซึ่งตรงนี้ ถือว่าเป็นการลดทอนอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ ให้มากระจุกอยู่ที่ผู้นำสูงสุด

ความเปลี่ยนแปลงของจีนในช่วงนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่

หนึ่ง นโยบายในการทำให้เศรษฐกิจมีความสมดุลยิ่งขึ้น ผ่านการผ่อนคลายให้รัฐบาล ลดการควบคุมระบบการเงินของประเทศ เพื่อให้การลงทุนของประเทศมาจากภาคเอกชน มากขึ้นเป็นลำดับ รวมถึงเพิ่มความโปร่งใสให้กับระบบราชการของจีนและความร่วมมือกัน ระหว่างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจกับรัฐบาลกลาง

สอง ความพยายามที่จะสร้างความนิยมและภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณชนของรัฐบาลจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้นำระดับสูงสุด ผ่านนโยบายการกำจัดคอร์รัปชัน การตัดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย อาทิ การประชุมและการสังสรรค์ในกลุ่มผู้นำระดับสูงของจีน รวมถึงการให้ความสำคัญต่อมลพิษและสิ่งแวดล้อม

และ สาม เพื่อให้วัตถุประสงค์ทั้งสองสามารถบรรลุได้ ได้มีการจัดระเบียบอำนาจใหม่ในส่วนหัวของชนชั้นผู้นำของจีน โดยที่ให้อำนาจรวมศูนย์อยู่กับผู้นำสูงสุดซึ่งก็คือ นายสี จิ้นผิง ให้มากกว่าในอดีต

ซึ่งตรงจุดนี้ ได้กลายเป็นความเปราะบางระหว่างผู้นำสูงสุดกับชนชั้นผู้นำ และหน่วยงานต่างๆ ที่เสียประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่เสียผลประโยชน์ ข้าราชการที่ถูกลงโทษ หรือบริษัทที่ต้องดำเนินธุรกิจด้วยความยากลำบากขึ้น จากนโยบายและมาตรการดังกล่าว ซึ่งหากเกิดพลาดพลั้งในส่วนนี้ ก็อาจต้องทำให้ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงของจีนดังกล่าวต้องสะดุดลงได้

ทั้งนี้ ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่น่าจะสำคัญที่สุด ได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมการเงินของจีน โดยที่ผ่านมา ระบบการเงินของจีนได้รับการคุ้มครองจากภาครัฐมาโดยตลอด ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีในระยะยาวต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงินจีน เนื่องจากเป็นการซ่อนปัญหาที่นับวันจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการแก้ไขมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งรัฐบาลจีนชุดใหม่ได้ให้ความสำคัญต่อความจริงดังกล่าว โดยได้ประกาศแยกระบบการเงินที่จะเปลี่ยนแปลงออกเป็นส่วนที่รัฐบาลยังให้ความคุ้มครองและส่วนที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ในส่วนหลังรัฐอาจปล่อยให้ล้มลงหากจำเป็นจริงๆ ต้องบอกตามตรงว่าการที่แบงก์ของจีนปราศจากการช่วยเหลือของรัฐ ก็อาจมีผลทำให้ต้องมีเหตุการณ์การล้มละลายเกิดขึ้นบ้างในอนาคต ที่สำคัญภารกิจดังกล่าวถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เร่งด่วน เนื่องจาก 2 ขุนพลทีมเศรษฐกิจจีน นายหวัง ฉีซาน และ นายโจว เซี่ยวฉวน กำลังจะเกษียณในปี 2017

นอกจากนี้ ผู้นำรุ่นใหม่ของจีนยังให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่าผู้นำรุ่นที่ผ่านมา อีกทั้งยังเร่งขจัดหน่วยงานภาครัฐที่ผลิตสินค้าและบริการเกินความต้องการและที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยทางการจีนได้ลดการสนับสนุนทางการเงินให้กับหน่วยงานดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายที่เพิ่มแรงกดดันให้สถาบันการเงินหลีกเลี่ยงการล้มละลายและการทำให้กลไกของอัตราดอกเบี้ยมีอิสระมากยิ่งขึ้น นั่นย่อมจะหมายถึงเงินทุนในปริมาณที่ลดลงในการปล่อยกู้ให้กับโครงการดังกล่าว

หากทุกอย่างสามารถเดินไปตามแนวทางดังกล่าว เศรษฐกิจจีนก็จะสามารถไปได้ด้วยดี ในทางกลับกัน หากการเปลี่ยนแปลงเชิงอุตสาหกรรมดังกล่าวเกิดสะดุดไปพร้อมกับการล้มละลายของหน่วยงานดังกล่าว เศรษฐกิจจีนย่อมมีปัญหาในเชิงโครงสร้าง การว่างงานจะเพิ่มเป็นทวีคูณ และ ความสามารถของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจจีนย่อมจะสะดุดลง

ในมิติทางการเมือง ได้มีความพยายามโดยทางการจีนที่จะลดแรงกดดันจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปดังกล่าว ด้วยการควบคุมสื่อทั้งในและนอกประเทศ ด้วยการเข้าไปตรวจสอบผู้ที่มีความเห็นต่างจากแนวทางของทางการ รวมถึงเปิดให้มีกลไกเพื่อการเปิดเวทีให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ได้มีโอกาสแสดงออกความคิดเห็น ในแนวทางการปฏิรูปต่างๆ เพื่อให้รัฐบาลจีนสามารถตอบสนองถึงความต้องการของฝ่ายต่างๆ ในการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม

ในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการผ่อนคลายแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ รัฐบาลจีนได้ขี่กระแสการเกลียดชังญี่ปุ่นที่ตอนนี้มีอยู่ในระดับสูงในประเทศ ด้วยการเล่นบทบาทเข้มในการประกาศดินแดนน่านฟ้าของตนเองในทะเลจีนตะวันออก เพื่อเบนความสนใจให้ชาวจีนเทไปในเรื่องราวของการเมืองระหว่างประเทศ

ปี 2014 นับเป็นปีซึ่งจีนมีความเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตาเป็นอันมากครับ

หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาค (Macro Investing) เล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ