สืบเนื่องมาจากปลายปีที่แล้วจนถึงต้นปีนี้ เราได้ยินคำว่า ชัตดาวน์ มาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกคือการ ชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
และอีกครั้งหนึ่งซึ่งเราคนไทยได้เผชิญกับการชัตดาวน์ด้วยตัวเอง นั่นก็คือการชัตดาวน์กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงและศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศไทย และแม้ว่าทั้งสองเหตุการณ์นี้จะใช้ชื่อเรียกคล้ายๆ กัน และมีวัตถุประสงค์ในการกดดันรัฐบาลเช่นเดียวกัน หากแต่ผลสืบเนื่องที่จะตามมาสามารถสะท้อนภาพการดำเนินเกมในระบอบประชาธิปไตยที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างสหรัฐฯ และประเทศไทย
ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ความวุ่นวายทางการเมืองไทยถูกนำไปเปรียบเทียบกับสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ (American Civil War) ทั้งด้วยเรื่องของปมข้อขัดแย้งรวมถึงประเด็นข้อเรียกร้องของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย และมีการคาดการณ์ว่าหากสถานการณ์แย่ลงไปกว่านี้อาจจะเกิดเป็นสงครามกลางเมืองไทยเช่นที่ผ่านมาในสหรัฐฯ รวมถึงในประเทศอื่นๆ ก็ได้ ทั้งสองเหตุการณ์นี้หากมองเผินๆ แล้วอาจจะเป็นการต่อสู้เรื่องเดียวกัน หากแต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดก็จะพบว่าสหรัฐฯ มีต้นทุนของประชาธิปไตยที่สูงกว่าประเทศไทยอยู่หลายเท่าตัวนักและต้นทุนที่สูงกว่านี้คือสิ่งประกันเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมือง รวมถึงการลงทุนที่ทำให้ทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพที่เท่าเทียมกัน โดยต่างฝ่ายต่างเคารพอีกฝ่ายภายใต้กติกาที่วางร่วมกันไว้
สงครามกลางเมืองสหรัฐฯ กินระยะเวลายาวนานถึง 5 ปี ตั้งแต่ ค.ศ.1861-1865 ได้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 600,000 ชีวิต หรือเกือบสองเปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรในขณะนั้น รวมถึงก่อให้เกิดความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้อีกมหาศาล ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มหัวก้าวหน้าทางเหนือที่ต้องการยกเลิกระบบทาสและสร้างความเท่าเทียมกันของคนในสังคมกับกลุ่มนักอนุรักษนิยมทางใต้ซึ่งเป็นนายทุนเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และมีทาสในปกครองจำนวนมาก เมื่ออับราฮัม ลินคอน ได้รับชัยชนะให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลำดับที่ 16 และเสนอให้ยับยั้งการขยายตัวของระบบทาสตามข้อตกลงในปี ค.ศ.1820 ซึ่งเป็นการยกเลิกระบบทาสอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้นายทุนจำนวนมากที่คาดว่าตนจะเสียผลประโยชน์จากนโยบายนี้กดดันรัฐบาลท้องถิ่น จนทำให้มลรัฐทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ประกาศตัวแยกออกจากรัฐบาลกลางและตั้งตัวเป็นประเทศสมาพันธรัฐอเมริกา
แน่นอนว่ารัฐบาลกลางปฏิเสธการยอมรับและประกาศว่าฝ่ายใต้เป็นกบฏ การปะทะกันครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายใต้เปิดฉากโจมตีกองกำลังฝ่ายเหนือในเซาท์ แคโรไลนา จนสร้างความโกรธแค้นต่อมวลชนฝ่ายเหนือ ประธานาธิบดีลินคอนจึงประกาศสงครามเพื่อรักษาเอกภาพของประเทศ การระดมกองทหารของรัฐบาลกลางสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐที่เหลือจนต้องประกาศตัวเข้ากับฝ่ายสมาพันธรัฐฯ สงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายยืดเยื้อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดจนส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจของประเทศ ประธานาธิบดีลินคอน จึงเปลี่ยนเป้าหมายของสงคราม เป็นการทำสงครามเพื่อเลิกทาสและคืนเสรีภาพให้กับทาสผิวดำที่ถูกละเลยมาอย่างยาวนานซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในมลรัฐทางตอนใต้ของประเทศ ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจที่นำร่องประกาศเลิกทาสไปก่อนแล้วอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส
ความสูญเสียกองกำลังทหารจำนวนมากและความหวังอันริบหรี่ที่จะชนะของกองกำลังฝ่ายใต้ ทำให้ผู้นำกองทัพต้องยอมหันหน้าเจรจากับฝ่ายรัฐบาล จนในที่สุดได้ข้อตกลงในการหารือร่วมกันโดยฝ่ายใต้ยินยอมสละอาวุธและได้รับการละเว้นโทษจากรัฐบาลกลาง และภาคทัณฑ์ไว้ว่าทหารฝ่ายใต้ไม่จับอาวุธขึ้นมาต่อสู้อีก ข้อตกลงนี้ส่งผลให้สงครามยุติลงในทันทีและทาสผิวดำฝ่ายได้จำนวนมากได้รับการประกันสิทธิในฐานะพลเมืองอเมริกันอย่างเต็มตัว สหรัฐอเมริกาจึงกลายเป็นดินแดนแห่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ประชาชนชาวอเมริกาได้รับบทเรียนที่จะเคารพความสิทธิ เสรีภาพและความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันของเพื่อนร่วมชาติ ที่ไม่ว่าจะแตกต่างกันด้วยสีผิว เชื้อชาติ สถานะทางสังคม หรือฐานะทางเศรษฐกิจ แต่ทุกคนก็ยังอยู่ร่วมกันภายใต้ร่มความเป็นพลเมืองอเมริกัน
ประสบการณ์อันเลวร้ายรวมถึงบทเรียนที่ได้รับทำให้การดำเนินการทางการเมืองของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เป็นไปด้วยความรอบคอบ และมุ่งหวังผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ พลเมืองอเมริกันเองก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขแม้มีความแตกต่างทางความคิด เมื่อทุกคนมีความเคารพกันและกันและเคารพในกติกาอย่างเคร่งครัด ประเทศก็สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมั่นคงจนกลายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของโลกอย่างในปัจจุบัน
ในปัจจุบันฐานคะแนนนิยมของพรรคการเมืองใหญ่สหรัฐฯ ค่อนข้างมีความชัดเจน พรรคการเมืองทั้งสองพรรคผลัดกันแพ้ชนะในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และเป็นที่น่าสนใจว่าคะแนนเสียงที่จะเป็นตัวแปรในการชี้ชะตาว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้นั้นคือ ชนชั้นกลางรุ่นใหม่ ผู้ซึ่งให้ความสำคัญกับนโยบายและแนวทางการบริหารประเทศที่จะให้ประโยชน์กับตนและครอบครัว มากกว่าที่จะยึดติดกับพรรคการเมืองดั้งเดิม หรือยึดติดกับตัวบุคคล ในขณะเดียวกันผู้ลงสมัครก็ไม่สามารถจะนำเสนอนโยบาย “ประชานิยม” หรือ นโยบาย “มวลมหาประชานิยม” แบบสุดขั้วขั้วใดขั้วหนึ่งเพื่อเอาใจฐานเสียงของตนเองได้ แต่ต้องทำการศึกษาความต้องการของประชาชนมาเป็นอย่างดี และวางนโยบายกลางๆ ที่จะทำให้ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์อย่างทั่วถึงและมีความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุด รวมถึงเพื่อเรียกคะแนนจากฝ่ายที่ยังไม่ตัดสินใจด้วย ดังนั้นความสนุกและความน่าสนใจในแต่ละครั้งของการเลือกตั้งประธานาธิบดีคือ เราไม่สามารถจะคาดการณ์ “ตัวเต็ง” ได้ล่วงหน้า แต่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า นโยบายของใครจะ “จับใจ” คนได้มากกว่ากัน
การชัตดาวน์ของรัฐบาล เป็นผลสืบเนื่องจากระบบตรวจสอบ และสร้างสมดุล (Check&Balance) ที่เข้มแข็งของพรรคฝ่ายค้านตามกติกาในระบอบประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายเรียนรู้แล้วว่า การเล่นตามเกมส์อย่างโปร่งใสนั้นส่งผลดีที่สุดต่อประเทศ เรื่องที่ผ่านมานับว่าอเมริกามีต้นทุนทางประชาธิปไตยที่สูงทีเดียว กว่าจะมีระบอบการเมืองการปกครองที่มีเสถียรภาพเช่นทุกวันนี้ได้
ดังนั้น คำถามสำคัญของประเทศไทยคือเราควรจะจ่ายต้นทุนราคาแพงเช่นอเมริกา หรือเราควรจะเรียนรู้จากความบอบช้ำของคนอื่นในอดีตแล้วหันหน้าคุยกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อจับมือกันนำพาประเทศให้ก้าวต่อไปข้างหน้ามากกว่ากัน?









