สื่อต่างประเทศออกข่าวและบทความ เกี่ยวกับวิกฤติการเมืองไทยต่อเนื่อง รู้จริงบ้าง รู้ไม่จริงบ้าง
วิเคราะห์ผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่หากไม่มีเจตนาบิดเบือน เพียงแต่ได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนก็น่าจะรับฟังกันได้ ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับที่เราเชื่อและรับทราบหรือไม่ก็ตาม
แต่หากเป็นระดับหนังสือพิมพ์ Washington Post ที่เขียนบทนำในลักษณะเอียงกะเท่เร่ มอง “มวลมหาประชาชน” ที่ออกมาประท้วงผ่านแผ่นสีของตัวเองที่เข้าใจคำว่า “ประชาธิปไตย” เพียงในความหมายที่ตนเข้าใจ ก็คงอยู่เฉยไม่ได้
และน่ายินดีที่มีบทความตอบโต้ทั้งจากคนไทย และคนต่างประเทศที่เข้าใจบริบทการเมืองไทย อย่างลุ่มลึกไม่น้อยให้ประชาคมโลกได้อ่านกัน เพื่อจะได้เข้าใจเหตุผลที่คนไทยจำนวนไม่น้อยลุกขึ้นต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” และการเมืองบนพื้นฐานของทุนสามานย์อย่างเข้มแข็ง
บทนำของหนังสือพิมพ์ Washington Post มีผลต่อนักการเมืองสหรัฐฯบางคน ที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารของเมืองไทยรอบด้าน จึงมี ส.ส. คนหนึ่งชื่อ Michael Turner จากรัฐโอไฮโอแห่งพรรครีพับลิกันเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดี เรียกร้องให้แสดงจุดยืนคัดค้านกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในประเทศไทย โดยที่ตัวเองไม่ได้มีการสอบสวนทวนความว่า สิ่งที่หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเขียนนั้น มีเค้าของความเป็นจริงมากน้อยเพียงใดหรือไม่
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักการเมืองจะ “เกาะกระแส” เพียงเพื่อต้องการเป็นข่าว และเป็นเรื่องง่ายมากที่จะตีความว่าการเลือกตั้งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของ “ประชาธิปไตย” เพราะคิดว่าหากยึดถือหลักอย่างนั้นแล้วใครก็โจมตีไม่ได้
ปรากฏว่า มีคนที่รู้เรื่องการเมืองไทยตอบโต้บทนำของวอชิงตันโพสต์อย่างเผ็ดร้อน เช่น คุณ Vanina Suchartikul และ Free Buakaew Movement ตลอดไปถึงนักเขียนฝรั่งอย่าง Tony Cartalucci และ Jeffrey Race ที่ทำการบ้านเกี่ยวกับการเมืองไทยในยุคทักษิณ ชินวัตร และการก่อตัวของผู้ประท้วงที่กลายเป็น “มวลมหาประชาชน” ในวันนี้อย่างละเอียด
นักเขียนนักข่าวฝรั่งก็ไม่วายจะถูกมองว่า หากเขียนเข้าข้างรัฐบาลจะถูกสงสัยว่าทักษิณจ้างให้เขียน และถ้าวิเคราะห์ว่า กปปส. สะท้อนความรู้สึกของประชาชนก็จะถูกกล่าวหาว่ารับจ้างประชาธิปัตย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว, ข้อมูลและเหตุผลเท่านั้นที่จะตัดสินว่าใครทำหน้าที่ของตนอย่างมืออาชีพที่แท้จริง และประเมินสถานการณ์เมืองไทยอย่างถูกต้องแม่นยำกว่ากัน
บทความส่วนใหญ่ที่เอียงข้างทักษิณในสื่อระหว่างประเทศ จะมีความเหมือนกันตรงที่อ้างว่านายกฯยิ่งลักษณ์ “มาจากการเลือกตั้ง” และเมื่อยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งแล้ว ใครเห็นว่าควรเลื่อนการเลือกตั้งก็จะเป็นฝ่าย “ต่อต้านประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นเหตุผลผิวเผินและฉาบฉวย
บทวิเคราะห์แนวนี้จะไม่ลงลึกถึงปัญหาคอร์รัปชัน และพฤติกรรมของทักษิณในด้านต่าง ๆ แม้กระทั่งความจริงที่ว่า อดีตนายกฯคนนี้หนีหมายศาลที่ต้องติดคุก และแม้บางคนจะพยายามพูดถึงความชั่วร้ายของ “ระบอบทักษิณ” ก็จะแตะผ่านไปเฉย ๆ แต่จะตอกย้ำถึงแต่เพียงการเลือกตั้งและการที่ฝ่ายต่อต้านไม่ต้องการเลือกตั้ง
บทความของคนไทยและต่างชาติหลายคนที่ทักท้วงบทนำของ Washington Post ลงรายละเอียดถึงปัญหาของการเมืองไทยลักษณะ “ผูกขาดอำนาจด้วยเงินผ่านกระบวนการหย่อนบัตร” และการฉ้อฉลที่ระบาดบานปลาย อีกทั้งยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง และการกว้านซื้อคนทุกระดับ เพื่อให้ยอมสวามิภักดิ์ต่ออำนาจรัฐเท่านั้น
นักข่าวต่างประเทศบางคนจะพูดย้ำความเชื่อที่ว่า ทักษิณได้ทำคุณประโยชน์กับ “รากหญ้า” แต่ไม่พูดถึงนโยบายประชานิยม ที่ผลาญเงินภาษีประชาชนอย่างรุนแรง และทำให้ประชาชนเสพติดกับ “นโยบายพึ่งพิง” ต่อการลดแลกแจกแถมของนักการเมือง
นักข่าวและนักเขียนต่างประเทศบางคนไม่ตระหนักถึงการตื่นตัวทางการเมืองของคนไทยที่ลุกฮือขึ้นหลังจากความพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรม “สุดซอย” เพื่อช่วยนักการเมืองคดโกงพ้นโทษ แต่ยังติดยึดอยู่กับความเชื่อเก่าและนิสัยการทำงานที่มักง่ายไม่ต้องลงพื้นที่ไม่พูดกับผู้คนให้รอบด้าน
จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยที่จะต้องชี้แจงแถลงไขให้คนข้างนอกและในบ้าน ได้เข้าใจถึงความเป็นไปในประเทศที่ต้องการการปฏิรูปเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงอย่างต่อเนื่อง และเข้มข้นต่อไป
เพราะใครที่คิดจะใช้กลยุทธ์ “โลกล้อมไทย” ด้วยเงิน, ล็อบบี้ยิสต์, โฆษณาชวนเชื่อและ
ผลประโยชน์ ย่อมถูกเปิดโปงด้วยความจริงของชาวบ้าน และความตื่นตัวของประชาชนคนไทยแน่นอน









