วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศึกสหาย 2014

ย้อนกลับไปในช่วงที่เกิด "ปรากฏการณ์สนธิ" ส่งผลให้ผู้คนในสังคมแบ่งความคิดออกเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน

และฝ่ายที่เลือกอยู่ตรงกลาง ยังพอมี "ที่ยืน" อยู่บ้าง

แต่มาถึงวันนี้ "ปรากฏการณ์ลุงกำนัน" มองโดยภาพรวมประหนึ่งผู้คนจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายเท่านั้น ไม่เหลือที่ยืนให้ฝ่ายที่ไม่เลือกข้าง

ที่ขัดแย้งชนิดร้าวลึก และถึงขั้นแตกหัก ก็หนีไม่พ้น "คนเดือนตุลา" ที่เปิดหน้าสู้กันยิบตา

บรรดาหน้าเก่าๆ เจ้าประจำ ทั้งฝ่ายเพื่อไทย และ นปช. กับฝ่ายล้มระบอบทักษิณ และ กปปส. ก็ขึ้นเวทีปลุกระดมมวลชนของแต่ละฝ่ายอย่างเอาการเอางาน

ตอนหลัง "รุ่นใหญ่" เล่นกันหนัก เมื่อ "สหายไท" เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ออกโรงร่วมขบวน "เครือข่าย 2 เอา 2 ไม่เอา" พูดตรงๆ คนกลุ่มนี้ ก็หวังที่จะรักษาระบอบประชาธิปไตย แต่บังเอิญในกลุ่มผู้ก่อการ มีรายนามของ "นักวิชาการ" ที่ใกล้ชิดสนิทคนเสื้อแดงอยู่หลายคน

กระแสโจมตี "เสกสรรค์" เป็น "แนวร่วมเสื้อแดง" จึงดังกระหึ่มจากเครือข่ายลุงกำนัน โดยเฉพาะเสียงจากเวที คปท. อันเป็นศูนย์กลางของ "ฝ่ายซ้ายไทย" ในสงครามโค่นระบอบทักษิณครั้งนี้

มิหนำซ้ำรุ่นใหญ่อย่าง "สหายขวาน" พิรุณ ฉัตรวณิชกุล อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ชุดสมัชชาฯ 4 ที่หายหน้าไปจากยุทธจักร เพราะสุขภาพไม่ดี ก็ลุกขึ้นมาชำแหละ "เครือข่าย 2 เอา 2 ไม่เอา" เสียไม่มีชิ้นดี

ธัญญา ชุนชฎาธาร กับ บุญส่ง ชเลธร อดีตผู้จัดทำหนังสือวรรณกรรมเพื่อชีวิต ร่วมกับ "พิรุณ" ยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516 ก็ตีโต้ "เครือข่าย 2 เอา 2 ไม่เอา" ว่า "ตกเป็นเหยื่อของฝ่ายอำนาจรัฐโดยสุจริต"

ในกลุ่มนักศึกษาหัวก้าวหน้ายุคก่อน 14 ตุลา มีอีกคนหนึ่งที่แสดงตัวชัด ต้อง "โค่นระบอบทักษิณ" คือ "ยุค ศรีอาริยะ" หรือ เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ

ล่าสุด "สหายชัยชนะ" ธีรยุทธ บุญมี ประกาศจุดยืนสนับสนุนการปฏิวัติประชาชนของ "กปปส." พร้อมเสนอทฤษฎีสันติภิวัฒน์

เมื่อปี 2523 บนเทือกเขาภูพาน "สหายชัยชนะ" เสนอบทความเรื่อง "การปฏิวัติยุคใหม่" เป็นทางออกให้แก่ขบวนการปฏิวัติไทย แต่ผู้ที่ส่งเสียงคัดค้านหัวชนฝาคือ "สหายเข้ม" เหวง โตจิราการ กับ "สหายปูน" ธิดา ถาวรเศรษฐ ซึ่งทั้งคู่ยืนยันว่า แนวทางชนบทล้อมเมืองของ พคท. ถูกต้องแล้ว

รูปธรรมที่กล่าวมาข้างต้นก็ยืนยันว่า "คนเดือนตุลา" ไม่เคยเปลี่ยน พวกเขายังเหมือนเดิมคือมีความหลากหลาย เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และขัดแย้งกันมาตลอด ทั้งด้านความคิด และกระบวนการในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

หากย้อนไปดูข้อมูลเก่าๆ ในยุค "ฉันจึงมาหาความหมาย" ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็จะพบว่ามีความคิดหลายกระแสมากที่ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นชาตินิยม กษัตริย์นิยม สังคมนิยมแบบยุโรป สังคมนิยมแบบตะวันออก ซ้ายใหม่ ประชาธิปไตยแนวทางรัฐสภา พุทธศาสนา สันติวิธี อนุรักษ์ธรรมชาติ สตรีศึกษา มูลนิธิพัฒนา ฯลฯ

แต่กระแสหลักคือความคิด พคท. หรือความคิดแบบเหมา มาหลังจาก 14 ตุลา ผ่านไป 1 ปี คือระหว่างปี 2518-2519 ก่อนที่พวกนักศึกษารุ่นนั้น จะถูก "เผด็จการขวาจัด" กวาดต้อนทุกกลุ่มก้อนความคิดเข้าไปอยู่ในเขตป่าเขา

ต่อมา "เผด็จการซ้ายจัด" ก็ผลักไสไล่ส่ง "คนเดือนตุลา" ออกจากวนาสู่นาคร ในฐานะ "ฝ่ายซ้ายที่พ่ายแพ้"

ในอ้อมอกอุ่นๆ ของ "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" หรือ "ระบอบเปรมาธิปไตย" อันยาวนาน ทำให้คนรุ่นนั้นจำนวนมากกลับไปสู่รากความคิดดั้งเดิม

จงอย่าได้แปลกใจที่เห็น "คนเดือนตุลา" กลายเป็นหัวขบวนฝ่ายอนุรักษนิยม และเสนอแนวคิด "ประชาธิปไตยแบบไทย" ที่สอดรับกับวัฒนธรรมการเมืองของเครือข่ายฝ่ายนิยมกษัตริย์

จงอย่าได้แปลกใจที่เห็น "คนเดือนตุลา" กลายเป็นหัวแถวฝ่ายนิยม "ลัทธิเลือกตั้ง" ทั้งที่เมื่อไม่นานมานี้ พวกเขายังชูคำขวัญ "ประชาธิปไตยทางตรง" ปฏิเสธนักเลือกตั้ง ?

นี่คือคนเดือนตุลา ที่ไม่เคยเปลี่ยน และความขัดแย้งภายในขบวนการเพื่อนพ้องน้องพี่ ก็ไม่มีวันจบสิ้น ตราบเท่าที่สังคมไทยหนีไม่พ้นวังวนเกมอำนาจ