ในขณะที่เขียนบทความนี้การปิดกรุงเทพฯได้ดำเนินไปแล้วเป็นวันที่ 3 และเริ่มเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจแล้ว
เช่น วันจันทร์ และอังคารจราจรไม่ได้ติดขัดดังคาด แปลว่าหลายคนหยุดงานและโรงเรียนก็ปิดหลายแห่ง แต่การหยุดกิจกรรมดังกล่าวน่าจะทำให้รายได้และผลผลิตลดลง นอกจากนี้มีข่าวว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศยกเลิกการเดินทางมาไทยเป็นจำนวนมาก ผมเองโดยสารเครื่องบินไป-กลับต่างประเทศก็พบว่าจำนวนผู้โดยสารมีไม่ถึงครึ่งลำ แม้ว่าสายการบินดังกล่าวประกาศลดเที่ยวบินลงแล้ว
หากจะพยายามมองไปข้างหน้าก็ต้องยอมรับว่าประเมินผลกระทบโดยรวมได้ยาก เพราะการเมืองอาจพลิกผันไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงก็ได้ แต่การคาดการณ์ของภัทรฯนั้นสรุปได้ ดังนี้
1. จีดีพีของประเทศไทยในปีนี้จะขยายตัว 2.8% (ปรับลดลงจากที่คาดการณ์เดิมที่ 4.3%) โดยเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 0.6% ในครึ่งแรกของปี (โดยเศรษฐกิจกรุงเทพฯน่าจะหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ แต่เศรษฐกิจในต่างจังหวัดขยายตัว) และขยายตัว 5% ในครึ่งหลังของปี
2. การปรับตัวของเศรษฐกิจดังกล่าวมีสมมุติฐานว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ (เพราะมีถึง 90% ของเขตทั้งหมดทั่วประเทศที่มีการลงสมัครได้โดยปกติ) ส่วน 10% ของเขตที่เหลือมีปัญหาไม่มีผู้สมัครหรือมีผู้สมัครเพียง 1 คนนั้น วันเลือกตั้งจะต้องเลื่อนออกไปโดยกฎหมายกำหนดให้ต้องตั้งให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วัน แปลว่าการเปิดสภาก็จะล่าช้าออกไป จึงคาดว่ากว่าจะตั้งรัฐบาลได้ก็ประมาณกลางปี
3. ในระยะเวลาดังกล่าวเรามองว่าการเมืองจะยังมีความขัดแย้งสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯอันจะทำให้ความเชื่อมั่นลดลง ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนตกต่ำเหลือแต่การส่งออกที่พอจะขยายตัวได้บ้าง แต่ก็อาจได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อที่ลดลงเพราะผู้ซื้อจากต่างประเทศกังวลว่าการเมืองอาจส่งผลกระทบทำให้ส่งสินค้าล่าช้ากว่ากำหนด
4. ในครึ่งหลังของปีหลังจากการตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้แล้ว ความเสี่ยงจะลดลง แม้ว่าคนกรุงเทพฯก็จะยังคงไม่ยอมรับรัฐบาลและกดดันให้มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง ทำให้เศรษฐกิจภายในยังขยายตัวได้ในระดับต่ำ เพราะยังมีความไม่แน่นอนสูงเนื่องจากจะยังอยู่ในช่วงของการเร่งรัดการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นลงก็จะต้องยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปี 2015 อีกครั้ง
5. การลงทุนภาครัฐ (โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่) จะไม่สามารถฟื้นตัวได้เพราะหัวข้อสำคัญที่สุดของการปฏิรูปการเมืองคือเรื่องคอร์รัปชัน ซึ่งมักจะหมายถึงการรับเงินจากการอนุมัติหรือประมูลโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ดังนั้นตราบใดที่การปฏิรูปเพื่อกำจัดคอร์รัปชันยังทำไม่เสร็จเรียบร้อยก็จะมีแรงกดดันมิให้อนุมัติโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ในทำนองเดียวกันก็จะไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจากรัฐบาลเพราะอีกเรื่องหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงว่าต้องปฏิรูปคือ นโยบายประชานิยมเพื่อ “ซื้อเสียง” ดังนั้น ตราบใดที่ยังกำหนดข้อจำกัดของนโยบายประชานิยมไม่เสร็จ รัฐบาลก็คงจะถูกกดดันมิให้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นใดๆ เมื่อขาดแรงจูงใจจากภาครัฐ ภาคเอกชนเองก็จะลงทุนไม่มากนักเช่นกัน ซึ่งจะทำให้เสียโอกาสในการเพิ่มการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคตด้วย
6. ผลกระทบของการเมืองที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาน่าจะส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 2.25% ลงเป็น 2.0% ในปี 2014 ซึ่งมีการคาดว่าอาจลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 22 มกราคม แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าจะกนง. อาจจะลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 12 มีนาคม หลังการเลือกตั้งและจะเป็นช่วง ธปท. มีข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะของเศรษฐกิจในเดือนมกราคมและส่วนหนึ่งของเดือนกุมภาพันธ์ อันจะทำให้สามารถตอบสนองด้วยนโยบายการเงินที่เหมาะสมได้
7. บางคนอาจมองว่ากนง.น่าจะลดดอกเบี้ยลงมากๆ เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าการเมืองกำลังฉุดเศรษฐกิจลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่กนง.อาจต้องคำนึงถึงการลดทอนการซื้อพันธบัตร (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐที่จะดำเนินอย่างต่อเนื่องทั้งปีอันจะทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น (ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐจะเพิ่มขึ้นจาก 2.9% เป็น 3.7-3.8% ภายในปลายปีนี้) ทำให้เงินทุนไหลออกจากไทย (ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยก็จะขาดดุลเล็กน้อยเช่นกัน) ทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวของไทยปรับตัวสูงขึ้นไปด้วยพร้อมกับค่าเงินบาทที่น่าจะอ่อนค่าลงไปอีกซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ ดังนั้นหากกนง.ปรับลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและรีบร้อนเกินไปก็อาจทำให้เกิดความกลัวเงินเฟ้ออันจะส่งผลให้ดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก กล่าวโดยสรุปคือหากกนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (ซึ่งเป็นดอกเบี้ยระยะสั้น) มากเกินไปก็อาจกระตุ้นให้ดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น ทำให้การลดดอกเบี้ยระยะสั้นมากๆ อาจไม่ทำประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจเพราะดอกเบี้ยระยะยาวจะขยับตัวสูงขึ้นอย่างมากเป็นการหักล้างกัน
ในกรณีที่สมมุติฐานของภัทรฯผิดพลาดคือเกิดการยึดอำนาจและงดเว้นประชาธิปไตย ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้น้อยกว่า 2.8% ในปี 2014 เพราะจะเกิดแรงต่อต้านทั้งจากชนบทและต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ยากครับ









