ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งจากวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่ 4 พฤษภาคมแล้ว
รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยืนยันว่าจะยังเลือกตั้งวันเดิมต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น?
ก็ต้องเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และยอมรับปัญหาความยุ่งยากสับสนอย่างที่ กกต. ได้วิเคราะห์กับคนไทยทั้งประเทศได้รับทราบแล้ว
นั่นคือจะได้ ส.ส.ไม่ครบ 500 คนอย่างแน่นอน
เพราะเป็นไปได้ว่าเมื่อไม่มีผู้สมัครใน 28 เขต และมีผู้สมัครเพียงหนึ่งคนในอีก 22 เขตเลือกตั้ง, ผลการหย่อนบัตรวันที่ 2 กุมภาฯ ก็จะไม่ได้ ส.ส. ถึง 95% ซึ่งแปลว่าจะเรียกประชุมสภาไม่ได้
เมื่อประชุมสภาไม่ได้ก็ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้
เมื่อเลือกนายกฯ ไม่ได้ ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้
ปัญหาใหญ่อีกข้อหนึ่งคือ ขณะนี้ไม่สามารถตั้งเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งได้ครบ เพราะเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในกรุงเทพฯ และจังหวัดภาคใต้ยังขาดอยู่กว่า 100,000 คน กกต.บอกว่าจะส่งหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทยให้ส่งเจ้าหน้าที่มาประจำหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสพอสมควร ทำให้การหย่อนบัตรเป็นไปได้ยากในหลาย ๆ เขตเลือกตั้ง
การเลือกตั้งล่วงหน้ามีกำหนดวันที่ 26 มกราคมนี้แล้ว กกต.บอกว่าหากจำเป็นก็อาจจะต้องขอให้เจ้าหน้าที่ทหารมาปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งแทน
ซึ่งก็จะเป็นภาพที่น่าเป็นห่วง เพราะกองทัพเองก็คงไม่อยากให้เกิดภาพเช่นนั้น เพราะนี่มิใช่ภัยพิบัติธรรมชาติ เช่น ไฟไหม้ ภูเขาไฟระเบิด หรือน้ำท่วมใหญ่ หากแต่เป็นภัยพิบัติการเมืองที่ควรจะแก้ได้ด้วยนักการเมือง ซึ่งปฏิเสธที่จะออมชอมเพื่อแก้ปัญหา ต่างฝ่ายต่างดึงดันจะเดินหน้าตามแนวทางของตน จนติดกับดักกันอย่างที่เห็นอยู่
น่าแปลกที่เมื่อ กกต.เสนอให้รัฐบาลปรึกษากับคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหม่ ที่มีคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ และคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นกรรมการว่าจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งใหม่ตามที่ กกต.เสนอได้หรือไม่, แต่รัฐบาลก็ยังยืนกรานที่จะให้มีการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์เหมือนเดิมท่ามกลางการพนันขันต่อกันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า จะมีการหย่อนบัตรวันนั้นจริงหรือไม่ เพราะยิ่งวันก็ยิ่งมีน้อยคนที่จะเชื่อว่าเหตุการณ์จะเป็นไปเช่นนั้น
คนของพรรคเพื่อไทยบางคนอาจจะออกมาวิพากษ์ว่า กกต.ชุดนี้ทำไม่ถูกและไม่มีสิทธิจะเสนอให้เลื่อนเลือกตั้ง เพราะเมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งแล้วก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนได้ (เหมือนที่นายกฯยิ่งลักษณ์อ้างว่ารักษาการนายกฯ ลาออกไม่ได้ ซึ่งก็ยังหากฎหมายฉบับไหนมายืนยันอย่างนั้นไม่ได้) แต่คนไม่น้อยเห็นว่า กกต.ได้พยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน และได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการพยายามจะไกล่เกลี่ยระหว่างรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์และ กปปส. เพื่อจะได้จัดให้มีการเลือกตั้งให้ได้
แต่เมื่อเหตุการณ์เดินมาถึงจุดที่เห็นปัญหาชัดเจนว่าหากเดินต่อไปในทิศทางเดิม จะต้องเจอกับอุปสรรคมากมายหลายประการจนบ้านเมืองยิ่งจะวุ่นวายไม่จบสิ้น จึงเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะต้องบอกกล่าวกับประชาชนคนไทยว่า จะพยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ราบรื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายอย่างไร
ต้องไม่ลืมว่า กกต.เป็นองค์กรอิสระ ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติของกลุ่มการเมืองใด และไม่จำเป็นต้องพินอบพิเทาต่อใคร อีกทั้งยังจะต้องกล้าหาญในการที่จะนำเสนอทางออกให้กับบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมา แม้อาจจะต้องเจอกับแรงกดดันจากหลาย ๆ ฝ่าย
ยิ่งในภาวะที่บ้านเมืองตกอยู่ภายใต้ความสับสน และสุ่มเสี่ยงจะเกิดความรุนแรงเช่นนี้ กกต. ก็ยิ่งจะต้องยืนยันการทำหน้าที่ของตนอย่างมืออาชีพและชัดแจ้ง จะพลิ้วไหวตามแรงเสียดทานการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ต้องมองผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติเป็นสำคัญ
ผมเห็นด้วยว่าทุกฝ่ายต้อง “พอกันที” สำหรับการทำอะไรที่ไร้ความรับผิดชอบ และอ้างแต่เพียงสิ่งที่ฝ่ายตนต้องการ
และถูกต้องแล้วที่จะต้องมีการเตือนให้ทุกคน Respect My Vote หรือ Respect My Right หรือ “เคารพสิทธิ์ของกันและกัน” เช่นกัน
การเลื่อนเลือกตั้งแปลว่า ยังจะมีการเลือกตั้งและเปิดช่องหายใจให้กับทุกฝ่ายในความขัดแย้ง ได้มีบทบาทในการปรับทิศทางกลับไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
เอาเลือกตั้ง เอาปฏิรูป ไม่เอาปฏิวัติ ไม่เอาความรุนแรงถูกต้องแล้วครับ...ส่วนเลือกตั้งจะจัดอย่างไรและปรับเวลาหรือไม่ ผมว่านักประชาธิปไตยที่แท้จริงก็นั่งลงคุยกันได้ครับ
เพราะต้องไม่ลืมว่าทุกฝ่ายก็เห็นพ้องกันว่า เลือกตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย... เสียงเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูป” ก่อนเลือกตั้ง หรือคู่ขนานกับการหย่อนบัตร ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาหาทางออกให้บ้านเมือง
“พอกันที” สำหรับการหลบหลีกการปฏิรูป เพียงเพื่อให้มีการหย่อนบัตรเพื่อกลับมามีอำนาจ ในสภาพบ้านเมืองยังโกงกินกันสะบั้นหั่นแหลกอย่างนี้






