หายใจไม่ทั่วท้องกันมาเสียหลายวัน กับกิจกรรมไม้ตาย Shut Down Bangkok หยุดกรุงเทพฯ ดีเดย์จันทร์ที่ 13 ม.ค.2557 เป็นต้นมา
เช้าวันจันทร์นี้เองประชาชนจำนวนมากไปร่วมชุมนุมในจุดนัดหมาย และทำให้ ถนนหนทางในกรุงเทพฯ โล่งมากเป็นประวัติการณ์ ถนนสายธุรกิจพลุกพล่านอย่าง ย่านเยาวราช สำเพ็ง สีลม ทรงวาด เจริญกรุง และทางด่วนพิเศษทั้ง 3 ขั้น โล่งปลอดโปร่งมากกว่าหลายเทศกาลที่ผ่านมา ยืนยันได้ทั้งจากภาพถ่ายที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ และคำบอกเล่าแบบปากต่อปาก ของคนใช้ถนนตัวจริง อย่าง คนขับแท็กซี่ ที่หลายคนพูดตรงกัน ถนนมันว่างจริงๆๆ แต่ผู้ใช้บริการก็ลดลงด้วย เข้าใจว่าคนไม่ค่อยเดินข้ามถิ่น กันสักเท่าไร คงมีเป้าหมายไปที่ใดที่หนึ่ง และอยู่ประจำ ณ จุดนั้นๆ ไปตามวัตถุประสงค์ และที่สำคัญ "คนไม่เอารถส่วนตัวออกมาใช้" เพราะกลัวจะติดขัดจาก "ม็อบกปปส." ที่มีอยู่หลายจุดสำคัญ
เริ่มต้นคนทำธุรกิจก็ลังเลกึ่งหวั่นเกรง จะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง จากการ "หยุดกรุงเทพฯ" ครั้งนี้ แต่พอถึงวันจริง กลับตรงกันข้าม กิจการห้างร้านสรรพสินค้า หลายแห่งบอกตรงกัน ยอดขายเพิ่มขึ้น มีทราฟฟิกส์คนเดินเข้าห้างมากขึ้น ผู้บริหารห้างดังอย่างมาบุญครอง ถึงกับออกมาให้ตัวเลขว่า ยอดขายเฉพาะวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันจันทร์ เพิ่มขึ้นจากยอดขายวันจันทร์ตามปกติถึง 10%
ห้างอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน โลตัส บิ๊กซี ก็ยอมรับว่ายอดขายไม่ได้หดหายไปไหน ธุรกิจยังคงเดินหน้าได้ แต่เหตุผลที่ทำให้ต้องปิดห้างเร็วขึ้น ในบางสาขา เป็นเพราะต้องการอำนวยความสะดวกแก่พนักงาน ในการเดินทางกลับที่พัก และการปิดห้างเร็วขึ้นก็ยังหมายถึงลดการใช้พลังงานให้น้อยลงไปพร้อมกันด้วย
หลายคนเฝ้าติดตามสถานการณ์ "หยุดกรุงเทพฯ" ด้วยความรู้สึกที่หวั่นเกรง กลัวจะเกิดเหตุร้าย กลัวจะมีความรุนแรง เพราะข่าวสารที่เผยแพร่กันผ่านโลกออนไลน์นั้น ดูเหมือนมีการให้ข้อมูลว่า จะมีการสลายม็อบ ด้วยวิธีการต่างๆ แต่ในที่สุดผ่านมา 2 วัน ยังไม่มีความรุนแรงใดๆ ให้เห็น จึงยังไม่เกิดความเสียหายที่เป็นรูปธรรม ตราบใดที่ไม่มีความรุนแรง การเมืองก็เรียกร้องกันไปตามเจตนารมณ์ หากอยู่ในความสงบความเสียหายย่อมไม่เกิดแน่นอน
ส่วนประเด็นของกลุ่มท่องเที่ยว ที่บอกว่าหลายประเทศเตือนภัยเข้าไทย เนื้อหาก็ระบุว่า ให้เลี่ยงเข้าไปอยู่ในพื้นทีชุมนุม และเลี่ยงการใส่เสื่อสีเหลือง หรือสีแดง เพราะจะเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกัน คำเตือนแม้จะมาจากหลายประเทศ ถึง 54 ประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการท่องเที่ยวของไทย จะหยุดชะงัก เพราะนักท่องเที่ยวที่มาไทย หลายคนเป้าหมายคือแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ภูเขา ทะเล ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก มากกว่าจะปักหลักอยู่ในกรุงเทพฯ ยกเว้นนักท่องเที่ยวกลุ่มแบ็คแพ็คย่านถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นตลาดที่มีปริมาณ แต่คุณภาพอาจน้อยกว่ากลุ่มท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
อีกทั้ง ในช่วงสถานการณ์หยุดกรุงเทพฯ และแม้แต่การชุมนุมก่อนหน้านี้ก็ตาม โรงแรมในพื้นที่ย่านชุมนุมเอง ก็ไม่ได้ร้องว่าเสียหายสักเพียงใด เพราะต่างก็มียอดเข้าพักเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นผู้ชุมนุมฐานะดี ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด เดินทางด้วยเครื่องบินและพักโรงแรมระดับ 3-4 ดาวในกรุงเทพฯได้อย่างสบายๆ ธุรกิจโรงแรมในพื้นที่จึงไม่ออกมาร้องว่าเสียหายมากนัก
อีกธุรกิจที่เดินหน้า ได้ท่ามกลางภาวะความวุ่นวาย และกิจกรรมหยุดกรุงเทพฯในครั้งนี้ ก็คือ ธุรกิจร้านอาหารที่ยอดไม่ตก ยังคงมีผู้ใช้บริการตามปกติ และที่สำคัญ ยังมีโอกาสใหม่จากยอดสั่งซื้อแบบดิลิเวอรี่ ที่คนไม่อยากเดินทางแต่ต้องการให้นำอาหารมาส่งถึงที่ กลุ่มนี้มีทั้งผู้ร่วมชุมนุม และประชาชนทั่วไปที่อยู่ในบ้าน หรือสำนักงาน ธุรกิจดิลิเวอรี่ยอดเพิ่มเช่นกัน






