วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จากความผิดพลาดสู่ความผิดคาด

ต้องถือว่าเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงสองเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมานี้จนถึงปรากฏการณ์ “ชัตดาวน์แบงค์ค็อก” ณ เวลานี้

อบอวลไปด้วยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์หลายๆ หน้าและร้อนแรงอย่างชนิดที่อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เป็นได้

หากพินิจพิเคราะห์พิจารณาย้อนหลังแล้ว ความขัดแย้งทางการเมืองที่ร้าวลึกจนพัฒนามาสู่การชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ณ เวลานี้ เกิดขึ้นมาจากความผิดพลาดอย่างน้อยที่สุด 2 ประการจนกระทั่งนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจนอาจจะถึงจุดอวสานก็เป็นได้

ความผิดพลาดแรก ถึงแม้ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและพรรคเพื่อไทยจะต้องเผชิญกับแรงต่อ ต้านจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองลูกแล้วลูกเล่า นับตั้งแต่วันแรกๆ ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม 2554 แต่ไม่ว่าจะมีการชุมนุมร่วมพลังต่อต้านเพื่อโค่นล้มรัฐบาลกี่ครั้งกี่คราและไม่ว่าจะโดยกลุ่มไหนม็อบใด สุดท้ายแล้ว พลังการต่อต้านนั้นก็แผ่วเบาจนยากจะสั่นคลอนอำนาจของรัฐบาลและฐานทางการเมืองของระบอบทักษิณได้เลย

รัฐบาลยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มเสื้อเหลืองไม่มีพลังมากพอที่จะสามารถสั่นคลอนอำนาจทางการเมืองได้เหมือนเช่นในอดีต รวมทั้งกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) ที่นำโดย เสธ.อ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ที่ทำท่าจะมาเต็มพลัง แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็มีการปรามาสเชิงท้าทายว่า ไม่มีกลุ่มไหนที่จะมีพลังมากพอที่จะโค่นล้มฐานอำนาจทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณได้ แม้กระทั่งกลุ่มคนหน้ากากขาว ที่ทำท่าว่าจะมาแรง (อีกครั้ง) แต่ก็แผ่วปลายเป็นไฟชั่ววูบไปในที่สุด

คุณทักษิณและเครือข่ายอำนาจดูจะมั่นใจว่า ไม่ว่าจะม็อบไหนหรือกลุ่มใดก็ตาม ก็ไม่มีวันจุดติดให้กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ได้ ความมั่นใจแบบสุดๆ ได้พัฒนากลายเป็นการมั่นใจเกินเหตุและเป็นความประมาทในที่สุด มองทุกอย่างทุกเหตุการณ์เป็น “ฟืนเปียกน้ำ” ที่ไม่มีวันจุดติด รวมทั้งการปรามาสว่า “ม็อบสามเสน” ก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน

แต่สุดท้ายก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นความมั่นใจที่มีต้นทุนราคามหาศาล เพราะ “ฟืนที่จุดติด” ณ เวลานี้ กลายเป็นเดิมพันทางการเมืองที่แพงที่สุดของ “นายใหญ่” ว่าจะสามารถรักษาฐานอำนาจทางการเมืองไว้ได้มากน้อยแค่ไหน หรือจะถูกถอนรากถอนโคนไปในที่สุดหรือไม่

ในเฟซบุ๊คของคุณพานทองแท้ ชินวัตรในช่วงอาทิตย์แรกหลังการเริ่มต้นเป่านกหวีดเริ่มต้นชุมนุมที่สามเสนในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ก็กล่าวในทำนองยอมรับการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์เช่นนี้ อันเป็นผลมาจากการที่ “คุณพ่อผมอยู่ไกล ไม่อยู่หน้างานมองสถานการณ์ไม่ออกครับ เมื่อบวกกับความคิดถึงครอบครัว คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน ใครมาแนะนำอย่างไร ท่านย่อมเกิดความหวัง”

อย่างไรก็ตาม ว่ากันว่า การชุมนุมทางการเมืองของมวลชนนับล้านเป็นครั้งแรกในประวัติ ศาสตร์การเมืองไทยเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน จนเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า “มวลมหาประชาชน” ก็ไม่ได้เป็น “แหล่งแห่งความวิตกกังวล” ที่ซีเรียสสุดๆ จนทำให้ฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณต้องคิดคำนวณอย่างระมัดระวังถี่ถ้วนที่สุด ว่ากันว่า “นายใหญ่” ยังมั่นใจว่า “มวลมหาล้านประชา” จะเป็นเหตุการณ์เฉพาะกิจเฉพาะวันและก็จะสลายแยกย้ายไปในที่สุด อีกทั้งฝ่ายรัฐบาลเองก็พยายามส่งเสียงปรามาสตอกย้ำว่า การชุมนุมครั้งนี้จะปลายแผ่วไปในที่สุดเอง

ความผิดพลาดที่สอง ก่อนหน้านี้ เคยมีการทำนายทายทัก (โดยพ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้เปิดเผยเอง) ว่า วันที่ 8 ตุลาคม 2556 จะเป็นวันโลกาวินาศสำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์รวมทั้งพรรคเพื่อไทย มีความพยายามและความเชื่อตามโหราศาสตร์ว่า วันที่ 8 ตุลาคมคือวันฤกษ์ดี (ที่สุด) สำหรับการโค่นล้มรัฐบาล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง วันที่ 8 ตุลาคมจะเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดสำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ (แต่) หากพ้นวันนี้ไปได้ด้วยดี หนทางข้างหน้าต้องเรียกว่าราบรื่นปราศจากอุปสรรคขวากหนามใหญ่

สุดท้าย รัฐบาลยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยก็ผ่านพ้นวันที่ 8 ตุลาคมโดยไม่มีอะไร “วินาศ” ตามคำทำนาย จนอาจจะเกิดความเชื่อมั่นว่า หนทางข้างหน้านับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจะราบรื่นไร้อุปสรรค ขวากหนามให้วิตกกังวลได้อีกแล้ว

ด้วยเหตุผลสองประการที่ผสมผสานดังกล่าวนี้ เชื่อได้ว่า มีส่วนสำคัญทำให้รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยไม่เกรงกลัว ยั้งคิดหรือหวั่นไหวเรื่องใดๆ อีกแล้ว สามารถและเลือกที่จะทำอะไรๆ ได้ตามอำเภอ ใจ แต่ใครจะคาดคิดว่า ด้วยความเชื่อมั่นที่เกินเหตุดังกล่าว สุดท้ายแล้ว กำลังจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า วันอวสานของระบอบทักษิณ อันนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่ผิดคาดและคาดไม่ถึงหลายๆ ประการ ดังนี้

หนึ่ง ไม่มีใครคาดคิดว่า ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง จะกลายเป็นเสมือนประกายไฟเล็กๆ ที่จุดฟืนเปียกน้ำ (มัน) ให้ติดพรึบและลุกโชนไปทั่วท้องสังคมการเมืองไทยอย่างรวดเร็วจนยากจะดับได้ ซ้ำร้าย กลับยิ่งขยายตัวลุกลามเป็นวงกว้างและทรงพลังปานประหนึ่งจะเผา “ระบอบทักษิณ” ให้มอดไหม้หายไปจากสังคม (การเมือง) ไทยอย่างถาวร

สอง ไม่มีใครคาดคิดว่า จะมีมวลมหาประชาชนออกมาเป็นจำนวนนับล้านและสูงถึง 5-6 ล้านคนเป็นสถิติประวัติศาสตร์การเมืองไทยและสถิติโลก จากเดิมที่วาดหวังสูงสุดเพียงแค่ ทำให้ “สามเสน” กลายเป็น “สามแสน” ที่นับว่ายากแสนยากแล้ว

การได้รับความร่วมมือจากคนภาคใต้จดตลอดด้ามขวานทอง อาจจะไม่ได้อยู่เหนือความคาดการณ์สักเท่าไหร่ แต่ปรากฏการณ์ความร่วมมือสนับสนุนอย่างกระตือรือร้นสุดๆ ของคนภาคใต้ ชนิดที่ทำให้หลายๆ หมู่บ้านหลายๆ ชุมชนในเกือบทุกอำเภอทุกจังหวัดเหลือแต่คนแก่และเด็กๆ นั้น ต้องถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็ว่าได้ จนมีคำกล่าวว่า สำหรับคนภาคใต้แล้ว การไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯเพื่อสนับสนุนสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ถือเป็นหน้าที่และภารกิจของความเป็นพลเมืองไทยที่สำคัญอย่างยิ่งยวดอะไรขนาดนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ก็ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายคาดหวังของทุกๆ ฝ่ายว่า คุณสุเทพและกปปส.จะได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากคนกรุงเทพฯอย่างมากมายล้นหลามเช่นนี้ ด้วยเหตุที่ (เคย) เชื่อว่า โดยธรรมชาติแล้ว คนกรุงเทพฯมีนิสัยหน่ายเร็ว รำคาญง่าย คิดคำนวณเรื่องธุรกิจการทำมาหากินเป็นหลัก และไม่ชอบการชุมนุม (ระยะยาว) มากนัก

แต่สุดท้ายก็ผิดพลาดและผิดคาด คนกรุงเทพฯกลายพันธุ์กลายเป็นคนกรุงเทพพันธุ์ใหม่ที่ “ถือธุระต้องใช่” และมีความอึดมากเป็นพิเศษอย่างไม่น่าเชื่อ สามารถร่วมเดินในสภาพที่ร้อนอบอ้าวไปหลายสิบกิโลเมตรติดต่อกันได้หลายๆ วัน สามารถร่วมชุมนุมอย่างขันแข็งติดต่อกันย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 11 และกล้าเสี่ยงทุบหม้อข้าวตัวเองโดยไม่เกรงว่าจะกระทบกับธุรกิจของตัวเอง

สาม ไม่มีใครคาดคิดว่า “นกหวีด” จะกลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงรอบอบการเมืองการปกครองเมื่อพ.ศ.2575 แทนที่ “มือตบ” และ “เท้าตบ” และถือเป็นสิ่งที่ผิดคาดสำหรับสังคมการเมืองไทยที่เกิดปรากฏการณ์ “นกหวีดปราคา” บดบังบทบาทของกลุ่มพันธมิตรฯและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เคยทรงพลังในสังคมไทยมาตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ทำให้ “เสื้อเหลือง” และ “เสื้อแดง” เริ่มคลายความขลังทางการเมืองไปทีละน้อยๆ

อาจกล่าวได้ว่า ความเกี่ยวพันระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯและ “เสื้อเหลือง” ที่เคยมีอย่างแนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกันก็อาจจะหลงเหลือกลายเป็นเพียงตำนานเท่านั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง “เสื้อเหลือง” ณ วันนี้อาจจะไม่มีความเกี่ยวพันใดๆ กับกลุ่มพันธมิตรฯ อีกต่อไปก็เป็นได้ เช่นเดียวกับกรณีของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ต้องถือเป็นเรื่องผิดคาดมากๆ ที่แกนนำนปช.ถึงกับประกาศให้งดใส่เสื้อสีแดง และเกิดปรากฏ การณ์ “แดงลอกคราบ” กลายเป็นกลุ่มคน “เสื้อขาว” ตามที่มีการกล่าวหาวิพากษ์วิจารณ์กัน

สี่ ไม่มีใครคาดคิดว่า เสน่ห์ของ “นกหวีด” ที่เงียบง่ายจะกลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ทรงพลังและ “ของเล่น” ของชอบสำหรับเด็กๆ ไปโดยปริยาย และยิ่งคาดไม่ถึงว่า “นกหวีด” จะปรับ เปลี่ยนภาพพจน์คุณสุเทพที่เคยถูกเรียกขานว่า “คนหน้าดำ” หรือ “คนตัวดำๆ” เหมือนชาวแอฟริกัน (ตามคำเรียกของคุณทักษิณ) ให้กลายเป็น “ลุงกำนัน” ขวัญใจคนเมืองกรุงและเด็กๆ ถึงระดับอนุบาล จนไม่ต่างจากซานตาครอสในช่วงวันคริสต์มาส เรียกได้ว่า นกหวีดทำให้คุณสุเทพกลายเป็นนักเมืองที่เด็กๆ รู้จักมากที่สุดก็ว่าได้

ยิ่งไปกว่านั้น นับเป็นเรื่องที่ผิดคาดหมายแม้กระทั่งสำหรับตัวคุณสุเทพเองที่อาจจะไม่คาดคิดมาก่อนว่า ด้วยพลังของ “นกหวีด” จะเปลี่ยนภาพพจน์และชีวิตของคุณสุเทพได้มากมายขนาดนี้ หากใช้ภาษาสำนวนของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ เรียกว่าเปลี่ยนจากนักการเมืองธรรมดามาเป็น “เทวดา” เป็นวีรบุรุษที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปอย่างไม่น่าเชื่อ

ณ ชั่วโมงนี้ เชื่อว่า หากมีการสำรวจความคิดเห็น เชื่อได้แน่ว่า คะแนนนิยมของคุณสุเทพอาจจะติดอันดับแรกสุดก็เป็นได้ และที่แน่นอนที่สุดก็คือ คุณสุเทพได้สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นคนประชาธิปัตย์ที่ได้รับความนิยมชื่นชอบมากที่สุดในประเทศ มากยิ่งกว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอย่างชนิดที่ไม่มีใคร (กล้า) คาดคิดมาก่อน

ห้า ไม่มีใครคาดคิดว่า ต้น “ทักษิณ” ที่แผ่ปกคลุมฝังรากลึกในสังคมไทยมาร่วมทศวรรษจะมีวันที่ถูกสั่นคลอนอย่างหนักหน่วงขนาดนี้ และอาจจะถูกถอนรากถอนโคนได้รวดเร็วขนาดนี้

แม้กระทั่ง คุณสุเทพก็กล่าวยอมรับว่าคาดไม่ถึงว่า วันแห่งมวลมหาประชาชนนี้จะเกิดขึ้นได้เร็วขนาดนี้ เพราะคาดการณ์ว่า จุดสุกงอมที่สามารถจุดติดได้ก็คือกลางปี 2557 ไม่ใช่ปลายปี 2556 เช่นที่เกิดขึ้นนี้

ในท้ายที่สุดแล้ว คงต้องติดตามดูว่า จะมีการตัดสินใจและความเชื่อมั่นที่ผิดพลาดอีกหรือไม่ และจะมีปรากฏการณ์ที่ผิดคาดเกิดขึ้นได้อีกหรือไม่ ประการสำคัญที่สุด ปฏิบัติการ “ปิดกรุงเทพฯ” จะเกิดผลสำเร็จจนนำไปสู่ปรากฏการณ์ “ปิดม่าน” ระบอบทักษิณอย่างถาวรหรือไม่ หรือว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่การยอมแพ้ของคุณสุเทพอย่างผิดคาด