การทุจริตคอร์รัปชันปรากฏในรูปแบบแตกต่างกันไปทั่วโลก และปัจจุบันได้มีการกล่าวอ้างการทุจริตคอร์รัปชันเพื่อเป็นเหตุผลในการไม่ปฏิบัติตามสัญญา
หรือหักล้างข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายหนึ่งในคดีอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมากขึ้นเป็นลำดับ
โดยทั่วไปคณะอนุญาโตตุลาการที่ตัดสินคดีที่มีการกล่าวอ้างการทุจริตคอร์รัปชันก็จะต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวเสมอ อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะไม่มีการกล่าวอ้างการทุจริตคอร์รัปชันก็ตาม อนุญาโตตุลาการบางท่านก็เห็นว่าเป็นหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการที่จะต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริงอยู่นั่นเอง ซึ่งอาจเทียบเคียงได้กับอำนาจของศาลไทยในการยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นมาวินิจฉัยเมื่อศาลเห็นสมควร
ยกตัวอย่างเช่น คดีรถดับเพลิงก็มีแนวโน้มว่าฝ่ายไทยจะนำคำพิพากษาของศาลเมื่อเร็วๆ นี้ว่ามีการทุจริตในการทำสัญญาซื้อรถดับเพลิงของ กทม. ไปใช้ในคดีอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศด้วย
ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าการยอมรับว่าฝ่ายตนได้ทำสัญญาโดยมีการทุจริตคอร์รัปชันนั้นจะส่งผลดีต่อคดีอย่างไร การยอมรับหรือเปิดเผยเรื่องดังกล่าวน่าจะมีแต่ก่อให้เกิดผลเสียโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของชื่อเสียงของประเทศมิใช่หรือ?
ในส่วนของชื่อเสียงที่ต้องรักษาไว้นั้นก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นกรณีของบริษัทเอกชนที่ต้องทำธุรกิจโดยอาศัยชื่อเสียง แต่ในกรณีของรัฐนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจพิจารณาประโยชน์ในรูปของตัวเงินมากกว่าประโยชน์ในแง่ของการรักษาชื่อเสียง กล่าวคือ หากประเทศจะต้องเสียชื่อเพราะการเปิดเผยว่ามีการทุจริตโดยข้าราชการหรือบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ รัฐก็อาจพิจารณาว่าเป็นเรื่องที่ต้องยอมหากการเปิดเผยนั้นจะทำให้รัฐไม่ต้องเสียเงินหรือเสียประโยชน์จำนวนมากในการที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาที่รัฐได้ตกลงทำไว้
ในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ รวมทั้งในการอนุญาโตตุลาการภายใต้กรอบของสนธิสัญญาการค้าการลงทุน หากมีการกล่าวหาและพิสูจน์ได้ว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันในการทำสัญญาที่พิพาท ฝ่ายผู้เรียกร้องสิทธิตามสัญญานั้นก็จะไม่สามารถอ้างสิทธิดังกล่าวได้ ดังเช่นกรณีของไทยที่กฎหมายกำหนดให้สัญญาตกเป็นโมฆะ
แล้วในการพิสูจน์การทุจริตในชั้นอนุญาโตตุลาการทำอย่างไร? สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ คำพิพากษาของศาลภายในที่ตัดสินว่ามีการทุจริตในการทำสัญญาไม่เพียงพอที่จะเป็นหลักฐานผูกมัดในอนุญาโตตุลาการตัดสินว่ามีการทุจริตจริง ทั้งนี้ เพราะอนุญาโตตุลาการไม่ผูกพันที่จะต้องยึดถือเอาคำพิพากษาของศาลภายในเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างเด็ดขาดว่ามีการทุจริต อนุญาโตตุลาการจะต้องพิจารณาหลักฐานทั้งหมดประกอบการวินิจฉัยว่ามีการทุจริตหรือไม่อีกครั้งหนึ่ง
ในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศภายใต้กรอบสนธิสัญญาการค้าการลงทุน ได้มีแนวคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหลายคณะว่า ภาระการพิสูจน์การทุจริตนั้น จะต้องพิสูจน์โดยใช้เกณฑ์ความน่าจะเป็นที่สูงมาก (a very high probability) เพียงข่าวโคมลอยหรือการถูกพาดพิงถึงย่อมไม่เพียงพอ กล่าวคือ จะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ
ในคดีดังคดีหนึ่ง Westinghouse v National Power Corporation ผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่าประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ได้รับเงินโดยทุจริตจากผู้เรียกร้อง ผู้คัดค้านอ้างหลักฐานคือ “การยิ้มรับเสมือนว่ารู้กัน” ของประธานาธิบดีคนดังกล่าวเมื่อพบกับผู้เจรจาของฝ่ายผู้เรียกร้อง คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาว่าหลักฐานดังกล่าวไม่เพียงพอ อย่างไรก็ดี หลักฐานที่อาจชักนำให้อนุญาโตตุลาการตั้งข้อสงสัยว่ามีการทุจริตรวมไปถึงขนาดของจำนวนเงินที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ การมีข้อกำหนดว่าการชำระเงินให้ทำโดยส่งไปยังประเทศที่เป็นที่พักหลบภาษีในต่างประเทศ หรือกรณีที่ไม่มีการระบุชื่อผู้รับเงิน เป็นต้น
ในกรณีที่มีหลักฐานการโอนเงินหรือมอบทรัพย์สินให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีย่อมค่อนข้างชัดเจนว่าอาจมีการทุจริต อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสนใจว่า หากไม่ปรากฏหลักฐานการโอนเงินหรือมอบทรัพย์สินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเลย คงมีแต่เพียงพฤติการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชน คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศจะตัดสินประเด็นข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริตในการทำสัญญาว่าอย่างไร จะเห็นว่าสัญญาเป็นโมฆะ หรือไม่ผูกพันคู่สัญญาหรือไม่ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไปค่ะ
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่






