วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มติป.ป.ช....อนาคต'ยิ่งลักษณ์'

มติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 7 ต่อ 2 ให้แจ้งข้อกล่าวหาส.ส. และ ส.ว.308 คน

กรณีผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร "รอด"

การ "รอด" ของ "ยิ่งลักษณ์" ครั้งนี้นั้น โฆษกป.ป.ช. วิชา มหาคุณ บอกว่า เป็นเพราะ "ยิ่งลักษณ์" ยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการรัฐสภา เพียงขั้นตอนเดียว คือโหวตเห็นชอบร่างกฎหมายนี้ ในวาระสาม เท่านั้น

มติป.ป.ช.ทำให้สถานการณ์ที่บีบรัดรอบตัวยิ่งลักษณ์ คลี่คลายลงไปได้อีก 1 เรื่อง

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะการทำให้เห็นชัดเจนว่า ยิ่งลักษณ์ ไม่มีความผิด ต่อการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย การตราร่างกฎหมาย และการเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล จะไม่มีเหตุที่นำไปใช้เป็นข้ออ้างความไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ของเธอ

นั่นเป็นการมองแบบ "แยกส่วน" หรือ "ความผิดเฉพาะตัวบุคคล"

การจำแนกความผิดแบบ "แยกส่วน" ให้เห็น "ความผิดเฉพาะ" นั้นแตกต่างจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กรณีเดียวกันนี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ดูที่การ "เล็งเห็นผล"

"เล็งเห็นผล" ซึ่งศาลชี้ลงไปตั้งแต่กระบวนการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญร่างหนึ่ง แต่เวลาพิจารณารัฐสภา ก็หลับหูหลับตาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกร่างหนึ่ง ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ลงมติวาระสาม จึงเป็นคนละร่างกันกับร่างที่เสนอเข้าสภา ถือเป็นความ "ไม่ชอบ" ของกระบวนการตรากฎหมาย

กระบวนการที่ไม่ชอบ ย่อมทำให้กฎหมายนั้นต้องเป็นอันตกไป

ศาลรัฐธรรมนูญ แม้จะพิสูจน์ความจริง แสวงหาข้อเท็จจริงของกระบวนการตรากฎหมาย ทั้งหมดแล้ว แต่ไม่มีหน้าที่ชี้ว่าใครที่ผิดบ้าง จึงต้องส่งให้ป.ป.ช.เป็นผู้พิจารณาโทษเป็นรายๆ ไป

โดยผู้ที่ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่1.ผู้ที่เห็นชอบจะให้ผ่านวาระหนึ่ง วาระสอง และวาระสาม จำนวน 293 คน อยู่ในข่ายที่จะแจ้งข้อกล่าวหา

กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่เสนอร่างมีจำนวน 15 คน

รวมทั้งสองกลุ่ม ทั้งสิ้น 308 คน

ส่วนคนที่ไม่อยู่ในข่ายแจ้งข้อกล่าวหา ป.ป.ช.เห็นว่ามี 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1. ลงมติแค่วาระสาม มีจำนวน 65 คน ในกลุ่มนี้รวม ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี

กลุ่มที่ 2 มี 8 คน เป็นผู้ที่ไม่ได้ลงมติในวาระสาม

มีคำถามที่จะต้องดูต่อไปอีกว่า ผลของคดีนี้จะเกี่ยวโยงกับคดีที่เหลืออยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่

บอกได้ว่าอยู่ที่ข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 คดีแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68

แต่ถ้าเฉพาะตัว ยิ่งลักษณ์ ในฐานะปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย และได้รับการโปรโมทให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนต่อไป (กรณีที่สามารถจัดการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 ได้) หากรอดไปได้ในอีก 2 คดีที่เหลือ ก็ถือว่าประเด็นที่จะนำมาใช้ "เตะตัดขา" ไม่น่าจะมีอีก

หรือแม้แต่คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. จากการที่ได้เกาะติดมาโดยตลอดยังไม่มีข้อมูลโยงไปถึงตัว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

หรือคดี "น้ำ3.5แสนล้าน" ก็เป็นคดีในทางบริหาร ไม่ใช่การทุจริตต่อหน้าที่

อย่างที่ได้บอกไปตั้งแต่ตอนต้น ป.ป.ช.นั่น ทำสำนวนแบบ "แยกส่วน" หรือหา "ความผิดเฉพาะตัวบุคคล" ในเรื่องหนึ่งเรื่องใด

คำชี้ขาดของป.ป.ช.วันนี้ ทำให้ "ยิ่งลักษณ์" กลายเป็นสินค้าชั้นดีที่เพื่อไทย นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับการเลือกตั้ง

แต่ไม่ได้หมายความว่า เครื่องหมายการค้านี้จะได้รับการยอมรับของคนทั้งประเทศ เพราะคนไทยจำนวนมากไม่ได้มองแบบแยกส่วน และยังไม่ลืมพ.ร.บ.นิรโทษกรรม กฎหมายลักหลับช่วยคนโกงชาติพ้นผิด และกลายเป็นชนวนขับไล่ "ยิ่งลักษณ์" อยู่ในเวลานี้